media-top

CHANGE FOR CHANCE
ยอมรับและเข้าใจในความเปลี่ยนแปลง

media-top

img_6520

ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล
นักแสดง

ศนันธฉัตร นักแสดงหญิงตัวเล็กแต่พลังล้นเหลือ ในขณะที่บทบาท ‘ซอล’ ในซีรีส์ I Hate You I Love You กำลังเข้มข้นสุดๆ เราชวนเธอมาเขียนหนังสือเป็นครั้งแรกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เธอได้เรียนรู้และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอกลายเป็นเธอได้อย่างในทุกวันนี้

เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ รอบตัวเกิดขึ้นไวมาก เริ่มตั้งแต่มีโทรศัพท์บ้าน ต้องจดเบอร์ใส่สมุด แล้วพกสมุดไปทุกที่ บางครั้งต้องหาเหรียญเพื่อหยอดตู้สาธารณะ (ที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นตู้เปล่าๆ เอาไว้หลบแดดฝนไปแล้ว)

พอโตขึ้นมาอีกนิด โทรศัพท์มือถือจอขาวดำเริ่มเป็นที่นิยม เรามีโอกาสพกโทรศัพท์ไปโรงเรียน แต่ก็ต้องฝากคุณครูเอาไว้ก่อน กว่าจะได้ใช้แต่ละครั้งช่างแสนลำบาก เกมที่เล่นได้ตอนนั้นก็มีแค่เกมงูกินหาง งูตัวเหลี่ยมๆ ไล่กินจุดดำๆ แต่เล่นได้ไม่รู้จักเบื่อ วนเล่นกับเพื่อนไปเรื่อยๆ ทำคะแนนแข่งกัน เป็นอะไรที่สนุกมากแล้วสำหรับตอนนั้น

ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ก็จำได้ว่ามีอะไรให้เล่นเยอะ ตั้งแต่หมากเก็บ วิ่งไล่จับ ซ่อนแอบ แปะแข็ง ฯลฯ เป็นกิจกรรมที่ต้องเล่นกับมนุษย์จริงๆ ใช้พลังงานจริงๆ พูดคุย หัวเราะ หยอกล้อกันจริงๆ ไม่ใช่ก้มหน้าแล้วหัวเราะออนไลน์ให้กันในโทรศัพท์อย่างทุกวันนี้

ภายในเวลาไม่กี่ปี เทคโนโลยีได้เติบโตไปพร้อมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลง เราเข้าถึงทุกอย่างได้ง่ายขึ้น เมื่อก่อนจะติดต่อใครข้ามจังหวัด ข้ามประเทศ ต้องเขียนจดหมาย เคาะโทรเลข รอเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน กว่าข้อความนั้นจะไปถึง แล้วก็ต้องรอต่อไปอีกว่าเมื่อไรจะมีข้อความตอบกลับมา แต่เดี๋ยวนี้เหรอ พิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ กด send ครั้งเดียว แค่เสี้ยววินาทีเราก็ติดต่อกันได้แล้ว

ชีวิตในตอนนั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะได้มา แต่สมัยนี้อยากได้อะไรก็ได้มาง่ายๆ บางครั้งเราเห็นเด็กอนุบาลเล่นแท็บเล็ตอย่างเชี่ยวชาญ อยากเดินไปบอกน้องว่าหมากเก็บก็สนุกดีเหมือนกันนะ ลองเล่นกันดูไหม หรือเด็กบางคนพอร้องไห้งอแง พ่อแม่ก็เอาสมาร์ทโฟนมาวางตรงหน้า แทนที่จะโอ๋ดีๆ หรือพาลูกไปสนามเด็กเล่นเหมือนแต่ก่อน

แต่เราไม่ได้แอนตี้พฤติกรรมเหล่านั้นนะ เพราะเราเองก็เห็นข้อดีและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพวกนั้นเหมือนกัน แค่เสียดายบางช่วงเวลาที่เด็กสมัยนี้อาจจะไม่ได้รับ เหมือนที่บางทีเราก็แอบเสียดายที่พลาดประสบการณ์หลายๆ อย่างในยุคก่อนไป

อาจเป็นโชคดีของเราที่พอจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตั้งแต่ยุคที่ตัวเองเริ่มต้นมาจากศูนย์ หลายอย่างที่เข้ามาในชีวิตทำให้เราเรียนรู้และกลายเป็นคนทะเยอทะยานคนหนึ่ง เราไม่เชื่อในเรื่องโชคชะตา แม้เราจะกำหนดสิ่งรอบข้างไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงมันได้

การปรับตัวอาจจะเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่ชอบ แต่มันคือสิ่งที่เราถนัด เราเริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงม.5 ในฐานะนักแสดง โดยเฉพาะการทำงานในวงการบันเทิงไม่เคยเป็นเรื่องง่ายที่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งต้องมีความรับผิดชอบ จัดตารางชีวิตในฐานะผู้ใหญ่เต็มตัว ยอมรับว่าหลายครั้งก็ท้อ เคยถามตัวเองว่าทำไมต้องเหนื่อยกว่าคนอื่น เราแค่ไปเรียน เล่นสนุก กลับบ้านเหมือนคนอื่นๆ ไม่ได้เหรอ ทำไมเราต้องทำงาน

แต่ก็บอกตัวเองเสมอว่างานในฐานะนักแสดงที่เราทำเป็นงานที่เรารัก เป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่มอบให้ เราจะปล่อยให้ความเอาแต่ใจทำลายสิ่งเหล่านี้ไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งไม่ดี เราคิดอยู่เสมอว่าการเปลี่ยนแปลงคือโอกาส ทั้งในเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ การทำงาน การสูญเสีย หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงมันจะพาเราไปสู่ตัวเราในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ ถ้าเราเข้าใจ เอาชนะ และผ่านพ้นช่วงเวลานั้นไปได้

เวลาเกิดความสูญเสียก็แค่ยอมรับว่ามันคือธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ วันนี้อาจไม่มีความสุข พรุ่งนี้อาจไม่มีความสุข เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสุขจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่มั่นใจเถอะว่าอย่างน้อยถ้าเราผ่านพ้นวันนี้ไปได้ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมันจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เราอาจจะไม่ต้องทำอะไรมากแค่ยิ้มและบอกตัวเองว่าสุดท้ายเราก้าวข้ามมันมาได้ก็พอแล้ว

รู้สึกว่าโชคดีที่เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นเพื่อน และเพื่อนคนนี้ไม่เคยทำให้เราหยุดอยู่กับที่ เราสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่เราอยากได้ สำรวจจุดบกพร่องและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ครั้งแรกล้ม ครั้งที่สองล้ม ครั้งที่สามอาจจะยังล้ม แต่แน่นอนว่าเรารู้วิธีลุกขึ้นได้เร็วกว่าเดิม

และอีกหลายครั้งที่เรารู้สึกว่าการทำงานช่างแสนน่าเบื่อ เราไม่พอใจกับหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ทำไมคนนั้นไม่ทำแบบนี้ ทำไมเราไม่ได้รับสิ่งนี้ เห็นอะไรก็ไม่ถูกใจไปหมด ทั้งที่จริงๆ ต้นเหตุของความไม่พอใจไม่ใช่คนอื่น แต่เป็น ‘อัตตา’ ของเราต่างหากที่คิดไปว่าทุกอย่างจะต้องเป็นอย่างที่ใจเราหวัง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพยายามทำก็คือวางมันลงไปซะ ละทิ้งตัวตนก่อนไปทำงาน วางเอาไว้หน้าบริษัทนั่นแหละ แล้วก้าวเท้าเข้าไปอย่างคนที่พร้อมจะทำทุกอย่าง เพราะความพอใจไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลนอกจาก ‘ในใจ’ ของเรานี่เอง

ในวันหนึ่งๆ มีหมวกที่เราต้องสวมหลายใบ อยู่ที่ทำงานเป็นพนักงาน อยู่บ้านเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ อยู่กับแฟนก็เป็นแฟนที่ดี อยู่กับเพื่อนก็เป็นเพื่อนที่น่ารัก ซึ่งเราก็ยังเป็นคนเดิมที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบแตกต่างกันไป สิ่งที่ต้องทำก็แค่จัดวางตัวเราให้เหมาะตามกาละและเทศะในบทบาทนั้นๆ หมวกบางใบหนักอึ้ง แต่ผลตอบแทนเป็นเลิศก็คุ้มที่จะสวมใส่มันไม่ใช่เหรอ

ทุกวันนี้เรามีความสุขกับการทำงานและการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เรามีเป้าหมาย และไม่เคยหยุดอยู่กับที่ อยากได้อะไรก็ต่อสู้เพื่อสิ่งนั้น ทำตัว active มากกว่า passive ยอมรับในความแตกต่างของคนที่เราพบเจอ ไม่ต้องไปตัดสินเขา แค่รับรู้ว่าเขาเป็นแบบนั้น ชอบก็รู้จักกันไว้ ถ้าไม่ชอบก็ออกห่าง หากยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงได้ ชีวิตก็มีความสุขและรอยยิ้ม

อย่างที่บอกว่าโลกของเราเปลี่ยนแปลงทุกวัน ชีวิตคนก็เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ สิ่งไหนที่มีอยู่แล้วสุขใจก็เก็บไว้ อะไรไม่ดีก็วางทิ้งลงไปบ้าง แล้วก็เก็บสิ่งใหม่ที่ดีๆ มาพัฒนาตัวเองต่อไป

เหมือนที่ตอนนี้ในมือเราอาจจะติดสมาร์ทโฟนเหมือนคนทั่วๆ ไป แต่ถ้าใครมาท้าให้เล่นหมากเก็บตอนนี้ก็ยังมั่นใจในฝีมืออยู่เหมือนเดิม 🙂

เรื่อง: ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล