ย้อนกลับ
ถัดไป

Work (Out)

เราทุกคนล้วนมีเวลาในแต่ละวันเท่ากัน ใน 24 ชั่วโมง ยิ่งเราเติบโตขึ้นจนหน้าที่การงานและความรับผิดชอบสูงขึ้นเท่าใด เวลาส่วนตัวที่จะมีให้กับการใช้ชีวิตในด้านอื่นๆ รวมถึงออกกำลังกายก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น เราจะใช้เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวินาทีได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเองที่เป็นผู้ขีดเส้นแบ่งตรงกลางระหว่างคำว่า work และ life ให้ balance มิใช่หรือ ฉบับนี้เราจึงพาคุณไปทำความรู้จักกับสองผู้บริหาร ผู้สามารถบริหารเวลาทำงาน การออกกำลังกาย รวมถึงการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ อย่างสมดุลได้อย่างไม่น่าเชื่อ

PATCHARA SAMALAPA

0-2

เรามักใช้ความรับผิดชอบในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น เป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกายเสมอ แต่ไม่ใช่สำหรับ พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ผู้บริหารที่ไม่ปล่อยให้ตำแหน่งหลังชื่อมากระทบกับชีวิตส่วนตัวและการดูแลสุขภาพของเขา ทั้งยังใช้ชีวิตแบบ ‘สุดโต่ง’ ทั้งในเรื่องการงานและการวิ่ง โดยให้สองสิ่งนี้ดำเนินไปเป็นคู่ขนานจนเราต้องอิจฉา

WORK | LIFE :

0-34

0-16

ผมเป็นคนออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นเรียนโรงเรียนชายล้วน ถ้าไม่เป็นเด็กเรียนก็ต้องเล่นกีฬา ถ้าไม่เล่นกีฬาอีกก็เป็น loser เลยต้องบังคับตัวเองให้เล่นกีฬา แล้วก็เล่นมาเรื่อยๆ พอเริ่มทำงานก็มีหยุดๆ ไปบ้าง ซึ่งเวลาทำอะไรผมจะจริงจังกับมันให้ถึงที่สุด สำหรับผม คำว่า ‘สุด’ มันเป็นนิสัยที่ชอบทำอะไรสุดโต่ง เป็นนิสัยส่วนตัวที่บังเอิญออกมาทางการงานและการวิ่งอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเจอผมนอกที่ทำงานจะรู้สึกว่าไม่เหมือนเวลาทำงานเลย เป็นคนละคนไปเลย หรือถ้าเป็นเรื่องวิ่ง เขาก็จะบอกว่า คุณวิ่งแบบคนธรรมดา ฟรุ้งฟริ้ง วิ่งไปถ่ายรูปไปไม่ได้เหรอ ทำไมต้องจริงจังถึงขนาดนี้ คำตอบก็คือ ความสุดโต่งมันเป็นนิสัยไปแล้ว ในเรื่องวิ่งเราทำเพื่อที่จะเอาชนะตัวเองมากกว่า เพราะ ผมเป็นคนที่ชอบการแข่งขัน แต่ก่อนชอบไปแข่งกับคนโน้นคนนี้ เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแล้วนะ แข่งกับตัวเองแล้วสบายใจกว่า ไม่ต้องมานั่งรู้สึกว่า คนนี้โกงเรา คนนั้นได้เปรียบ ซึ่งในสังคมการทำงานมันมีเรื่องอย่างนี้เยอะมาก เลยทำให้หลายๆ คนที่ทำงานในองค์กรไม่มีความสุข เพราะความต้องการที่จะแข่งขันกับคนอื่นนี่แหละ แต่พอมาวิ่งก็ไม่ต้องแข่งกับใคร เราตั้งเป้าแล้วก็วิ่งของเราไป กีฬานี้เลยไม่ทำร้ายใคร ซึ่งตอนแรกผมก็วิ่งชิลๆ พอวิ่งมาสักพักก็อยากวิ่งเร็วขึ้น เริ่มตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง เริ่มเทรนและลงแข่งอยู่เรื่อยๆ

THE BALANCE :

0-27

คำว่าบาลานซ์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอยู่แล้ว ผมพยายามบอกน้องๆ อยู่เสมอว่า ขอให้มันบาลานซ์จริงนะ อย่ามาบาลานซ์แบบทำงานหนัก 40 ปี พอแก่ๆ ค่อยสบาย รวมกันแล้วบาลานซ์พอดี (หัวเราะ) สำหรับผมแบบนี้ไม่บาลานซ์นะ แต่ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะเขาสอนกันมาแบบนี้ แต่ผมว่าเอาแค่ในหนึ่งวันก่อนดีกว่า วันหนึ่งเราก็ไม่ต้องทำงานให้หนักมาก เพื่อที่กลับบ้านไปจะได้ไม่เครียดมาก พอวันถัดมาก็จะได้กลับมาทำงานอย่างสดใส ดังนั้น ความบาลานซ์มันจึงอยู่ในแต่ละวัน ซึ่งพอมาเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ยากที่สุดคือ ต้องหยุดคิดให้ได้ เพราะงานของเรามันไม่ใช่ทางปฏิบัติที่มีเวลาชัดเจน ทำงาน 8 ชั่วโมงกลับบ้าน มันคืองานที่ต้องคิดๆๆ ต้องคอยจำว่าจะไปตามเรื่องนี้กับใคร จะไปพูดกับคนนี้ยังไง ต้องคิดตลอดเวลา ถ้าจะบาลานซ์ชีวิต ผมต้องรู้จักหยุดความคิดตัวเอง ไม่เอา เราจะเลิกคิดแล้ว เพื่อจะได้ไปออกกำลังกาย ไปทำอย่างอื่น สุดท้ายแล้วมันก็กลับไปที่เรื่องความมีวินัย เรามีวินัยมากพอที่จะบังคับให้ตัวเองตื่นเช้ามาออกกำลังกายก่อนไปทำงาน หรือออกกำลังกายหลังเลิกงานหรือเปล่า อย่างที่ธนาคารกสิกรไทย เราก็ส่งเสริมเรื่องนี้ มีกิจกรรมวิ่งร่วมกันโดยตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ได้ 71 กิโล ใน 71 วัน ที่เลือกกิจกรรมนี้เพราะใครๆ ก็วิ่งได้ มีรองเท้าคู่เดียวไปวิ่งที่ไหนก็ได้ ซึ่งพอมันมีกิจกรรมแบบนี้ก็เป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้คนอยากมาออกกำลังกาย อย่างเช่น เราไม่ค่อยมีวินัยในการบังคับตัวเอง แต่พอรู้ว่าเพื่อนๆ วิ่งกันไปได้หลายกิโลแล้ว มันก็เกิดเป็นแรงผลักดันให้เราออกไปวิ่ง จนตอนนี้มันกลายเป็นเทรนด์ขององค์กรไปเลย พอเลิกงานปุ๊บก็ชวนกันไปวิ่ง

เรื่อง : พิมพ์อร นทกุล
ภาพ : มณีนุช บุญเรือง

ย้อนกลับ
ถัดไป