ย้อนกลับ
ถัดไป

สำหรับหนุ่มใหญ่วัย 35 มีเรื่องอะไรในชีวิตที่คุณรู้สึกเป็นห่วงมากที่สุด

ก็มีหลายเรื่องผสมๆ กัน เรื่องครอบครัวคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดมั้ง แต่ในเวลาเดียวกันถ้าเส้นทางชีวิตด้านอื่นๆ ไม่ก้าวหน้าไปด้วยกัน อย่างเช่นเรื่องการงาน ชีวิตเราก็คงไม่สมบูรณ์ไปได้หรอก คงมีผลกระทบต่อครอบครัวด้วยเช่นกัน ฉะนั้น เรื่องทั้งหลายในชีวิตเราคงแยกออกเป็นเรื่องๆ ไม่ได้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพราะถามว่าเป็นห่วงเรื่องสังคมส่วนรวมไหม ห่วงเรื่องอนาคตของลูกตัวเองไหม ก็เป็นห่วงหมดเลย แต่ในเมื่อเราไม่มีบทบาทอะไรในการหล่อหลอมสังคมให้เป็นอย่างที่เราคิดได้ เราก็ต้องมีความหวังอยู่ในใจ และเชื่อมั่นว่าอย่างไรก็ตามทุกอย่างคงต้องดีขึ้นในไม่ช้า ในการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผมรู้สึกว่ามีเรื่องหนึ่งที่สำคัญอย่างมากเลย คือการที่ผู้ชายคนหนึ่งถูกเลี้ยงดูไม่ดี เราจะกลายเป็นภัยของสังคม ผู้ชายที่ไม่มีมนุษยธรรม ไม่เคารพเพศตรงข้าม ไม่เคารพเพศแม่ ถูกตามใจมากเกินไป ไม่ได้ถูกชี้แนะ หรือบางทีไม่ได้ถูกกักกันเป็นสิ่งที่อันตราย ดังนั้น สิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดวันนี้ก็คือ การทำให้ลูกชายทั้ง 2 คนไม่ต้องเติบโตไปเป็นภัยของสังคม

‘ฮิวโก้’ - จุลจักร จักรพงษ์
‘ฮิวโก้’ – จุลจักร จักรพงษ์

เพศชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ

แน่นอน ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะอันตรายไปกว่าผู้ชายที่ไม่มีอะไรจะเสีย ผู้ชายที่มีแต่ความบ้าคลั่ง ไร้มนุษยธรรม ไร้หลักการ ไม่มีสิ่งไหนจะเป็นภัยต่อมนุษย์เท่ากับนี้แล้ว แม้แต่เสือ กระทิง แรด ก็สู้ไม่ได้ โดยเฉพาะในวัย 17-30 ปี คือช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดสำหรับผู้ชาย เป็นช่วงวัยที่เราสามารถทำอะไรก็ได้ เผาป่า ระเบิดภูเขา ฆ่าคนได้นับล้าน

คุณมีช่วงเวลาที่อันตรายแบบนั้นด้วยเหรอ

ก็ต้องมี แต่โชคดีที่ผมมีแม่ซึ่งเป็นคนที่ส่งอิทธิพลสูงสุดในชีวิต แล้วในวัยเด็กของผมเต็มไปด้วยผู้หญิงที่ทรงพลัง น่าเคารพนับถือ ผมเติบโตมาในโลกที่มีผู้หญิงเยอะกว่า ดังนั้น ผมอาจจะบางเบาลง ไม่ได้โหดเหี้ยมเท่ากับคนที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ผมฝึกหัดที่จะนำความโหดร้ายและอารมณ์ร้อนๆ ที่อยากจะแสดงออกเข้าไปใส่ไว้ในดนตรี ไปแสดงออกในผลงานเพลง ถือว่าเป็นการทำงาน เป็นแหล่งระบายพลังบางอย่าง ความตื่นเต้น ความกระตือรือร้น ความดี ความเลว และทุกอย่างที่ผสมๆ กันอยู่ออกไปสู่ภายนอก ผมก็มีศัตรูให้ต่อต้าน มีเป้าหมาย และเป้าต่างๆ ที่ผมอยากจะไปเล่นงานมัน แต่ผมทำได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง อย่างว่าแหละ การถูกเลี้ยงด้วยผู้หญิงเป็นหลัก ผมจึงไม่สามารถใช้ชีวิตกับผู้หญิงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างที่เห็นกันทั่วไปในสังคมทุกวันนี้ได้ ทั้งๆ ที่ชีวิตในสังคมวงการบันเทิงมันเอื้ออำนวยโอกาสที่คุณจะทำอะไรตามอำเภอใจตัวเอง โดยเฉพาะในเมืองไทยเราเรื่องพวกนั้นยังถือว่ามีอยู่ตลอด แต่ผมรู้สึกว่าเราทำไม่ได้ เพราะเรามีอะไรจะสูญเสีย

ผู้หญิงมีความสำคัญต่อชีวิตของผู้ชายอย่างไร

คือสิ่งสำคัญที่สุดเลยครับ เพราะว่าถ้าไม่มีผู้หญิง ผมคิดว่ามาตรฐานในชีวิตของตัวเราเองจะลดต่ำลงมาก มาตรฐานที่มีให้กับตัวเอง ความพอใจในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้ชายด้วยกันมาพิพากษาว่า ‘เฮ้ย เล็ก มึงเป็นคนไม่ดี’ ผมโคตรไม่แคร์เลยว่ะ (หัวเราะ) มึงไม่มีความหมายเลยนะ แต่ลองให้แม่ หรือแฟน หรือน้องสาว พี่สาว มาบอกว่าผิดหวังในตัวผม อันนี้สิเราจะรู้สึกลึกไปถึงข้างใน อันนี้แค่ความรู้สึกของตัวผมนะ ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนกันหรือเปล่า ผมจะเอามาตรฐานว่าเราควรทำตัวยังไง พฤติกรรมของเราดีหรือไม่ดี โดยวัดจากสายตาของเพศตรงข้าม ถ้าไม่มีตรงนั้นตัวเราก็ไม่มีมาตรฐาน ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ คิดว่าไม่มีอะไรผิด เพราะตามธรรมชาติของผู้ชายเราๆ นี่มันต้องแข่งกันโหด แข่งกันเจ๋ง แข่งกันเหี้ยม แข่งกันทำเป็นไม่สน แสดงความเลือดเย็น ความนิ่ง ความโหด ต้องเป็นนักเลงสิเว้ย นี่เป็นสิ่งที่ได้รับการเชิดชูในสังคมผู้ชาย ความไม่กลัว ความแข็ง ความดื้อ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ชายด้วยกันจะชื่นชม เฮ้ยเพื่อน มึงแม่งแน่ว่ะ แต่ว่าผู้หญิงเขาไม่ได้เคารพเรื่องพวกนี้

“ความมืดไม่ได้น่ากลัวหรอก เรามาจากความมืดแล้วเราจะกลับสู่ความมืด สำหรับผม ความมืดเป็นสิ่งที่มีเมตตา เป็นสิ่งที่นุ่มนวล แสงสีขาวโหดๆ ต่างหากที่น่ากลัว ทุกคนดูโทรมภายใต้แสงสว่าง”

แต่มันก็มีนะ มีผู้หญิงที่หลงใหลในผู้ชายอำมหิต

ก็มี แต่ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายเราเป็นเองมากกว่า เราจะไม่ทักท้วงกันเลย ถ้าคุณกำลังทำตัวล้มเหลว คุณกำลังเล่นยา คุณกำลังกินเหล้าจนอ้วก คุณกำลังขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อก ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามาห้ามคุณหรอก สมมติถ้าคุณเมาแล้วขับ ไม่มีเพื่อนผู้ชายคนไหนบอกคุณว่า ‘มึงแน่ใจเหรอ จะดีเหรอ’ แต่ลองเป็นผู้หญิงสิ เขาจะช่วยเข้ามาห้ามปราม เราก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา ถึงเขาไม่พูด เราก็จะรู้สึกว่าเขาไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วย

‘การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์’ ความหมายของคำนี้คืออะไรกันแน่

ที่ผ่านมาผมใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการวิพากษ์วิจารณ์สังคม จากความผิดหวังว่าสังคมเราควรจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คาดหวังว่าผู้นำประเทศจะต้องเป็นอย่างนี้ จนถึงจุดที่เห็นว่าบางทีเราไปคาดหวังอะไรจากคนอื่นมากไป ในอีกทางหนึ่ง เราสามารถเริ่มต้นจากตัวเองหรือเปล่า สิ่งที่ถูกต้องคือทำอย่างไรให้เราเป็นคนที่ใช้ได้ ทำอย่างไรให้ชีวิตของคนรอบข้างเราดีขึ้น มีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องเป็นภาระใคร พอทำได้แล้วจากนั้นค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปจากตัวเอง ไม่ใช่เริ่มจากการไปเรียกร้องภายนอก แล้วค่อยๆ กลับเข้ามาโดยไม่ได้มองตัวเองก่อน นั่งวิจารณ์ผู้นำประเทศ พรรคการเมือง หรือขั้วอำนาจต่างๆ โดยที่ตัวเรายังเหลวแหลกอยู่ แบบนี้มันก็ไม่ใช่

ช่วงที่คุณสนใจเรื่องภายนอกมากกว่าภายในของตัวเองนี่อายุประมาณเท่าไหร่

ก็วัยรุ่น อายุ 17 ยัน 26-27 ช่วงนั้นแหละ ที่รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเราเหลือเกินที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าสังคมบกพร่องตรงไหน เราอาจจะหลงตัวเองเกินไป ว่าเราคิด ว่าเราเห็น เราถูกต้องอยู่คนเดียว แต่ในที่สุดเราก็พบว่าเรากำลังพูดเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วนี่นา เขาแค่ไม่พูดกันเท่านั้นเอง

แล้วมันเริ่มคลี่คลายอย่างไร

มันไม่ได้คลี่คลายไปเองหรอกนะ เราต้องผิดหวัง ต้องทำสิ่งผิดพลาด อย่างผมมีกรณีช่วงเหตุการณ์รัฐบาลประกาศสงครามยาเสพติด ช่วงจัดระเบียบสังคม ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลบังคับบิดเบือนสื่อ ผมก็ไปเข้าร่วมแสดงตัวต่อต้านกับคนอื่นๆ โดยที่ลืมคิดไปว่าคนอื่นเขาก็ต่อต้านด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่เหตุผลเดียวกับตัวเรา เขาต่อต้านด้วยประเด็นของการอนุรักษ์นิยม ซึ่งถ้าใช้ภาษาการเมืองแบบเมืองนอกก็คือพวกขวาจัด แล้วเราเองไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นคนขวาจัดเลยนะ เป็นซ้ายด้วยซ้ำ จึงได้รู้ว่าการที่ออกไปต่อต้านอะไรก็ตาม บางทีอาจจะหลงเข้าไปอยู่ในเกมที่ใหญ่กว่าซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราเลย และพวกเราอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือก็เป็นไปได้

ผมรู้สึกแบบนั้นอีกครั้งตอนที่ผมไปประท้วงรัฐบาลไทยรักไทย แล้วทุกคนตะโกน ‘ทักษิณออกไป ทักษิณออกไป’ แล้วไปๆ มาๆ อ้าว! เดี๋ยวก่อน นี่เราทำเพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอ ผมรู้สึกตรงนั้นขึ้นมาเลย แล้วก็ผิดหวัง รู้สึกผิด รู้สึกโง่ ทั้งที่เมื่อก่อนคิดว่าตัวเองเป็นคนฉลาด แล้วยิ่งพอหลังจากเราออกจากพันธมิตรฯ แล้วเห็นเขาไปยึดสนามบิน ก็ยิ่งรู้สึกว่าพลาดมาก ผิดหวังมาก ไม่ใช่เพราะว่าคนที่เราต่อต้านเขาดีกว่า แต่กลายเป็นว่าเราก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขา แล้วอีกอย่างที่ผมได้เรียนรู้ คือการทำอะไรแตก มันไม่ได้การันตีว่าจะนำมาประกอบใหม่แล้วจะกลับไปดีเหมือนเดิม เพราะว่าสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับคนอื่นอีกเยอะแยะ และบางทีเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากประเด็นที่เราคิด และสิ่งที่ตามมาก็อาจจะโหดกว่าเดิมก็เป็นไปได้ และที่สำคัญก็คือความแตกแยก การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนหรือสังคมไหนก็ตามที่มีสองฝั่ง โดยที่ต่างมองอีกฝั่งหนึ่งไม่เป็นมนุษย์ แบบนี้ก็ถือว่าแพ้แล้ว ทุกคนแพ้ เพราะว่าเหตุผลไม่มี สาระไม่มีแล้ว ทีนี้ทุกเรื่องก็จะกลายเป็นเหมือนแมนยู-ลิเวอร์พูล คือเราแยกกันโดยไม่มีเหตุผลอะไรเลย แล้วไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นตรงนั้น ไร้สาระ

จากวันนั้น ความหมายของความดีความชั่วในทัศนคติของคุณเปลี่ยนไปแค่ไหน

ก็รู้สึกว่าตัวเราหดลงมา กลับมาอยู่ที่ตัวเองและคนรอบข้าง แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่าทุกคนคิดว่าตัวเองถูก แทบไม่มีใครเลยที่รู้ตัวว่ากำลังทำความผิดอยู่ ทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้ แล้วหลังจากทำลงไปแล้วก็หาเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมฉันจึงทำเช่นนี้ ทำไมฉันต้องฆ่าเขา ก็เพราะว่าฉันเป็นคนด้อยโอกาส ฉันติดยา แม่ไม่รัก โดยไม่รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ

พอความคาดหวังต่อโลกรอบตัวหดเล็กลง ตัวตนข้างในของเราจะเป็นอย่างไร

ก็แค่รู้ว่าเราไม่ได้รู้อะไรไปมากกว่าใคร และผมก็พยายามมองคนเป็นแต่ละบุคคล แทนที่จะมองเป็นเหมารวมกลุ่ม ไม่มองอะไรกว้างๆ ซึ่งมันก็ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดเรื่องเจตนากับผล เจตนาในการกระทำไม่ค่อยสำคัญสำหรับผมอีกแล้ว เพราะทุกคนล้วนคิดว่าตัวเองเจตนาดี แม้ว่าเจตนาคุณอาจจะดี แต่ผลกระทบของสิ่งที่คุณพูดออกไปทำให้คนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าคุณดูถูกเขา ทั้งที่ทุกอย่างที่คุณพูดอาจจะถูกต้องก็ได้ แต่ผลของการพูดออกมาคืออะไร บางทีความจริงบางอย่างไม่จำเป็นต้องพูด เพราะว่าเจตนาของคุณคืออยากจะส่องแสงสว่างในที่มืดให้ทุกคนเห็น นั่นก็เป็นความคิดที่ดี แต่ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร

เหมือนอุดมการณ์กับความเป็นจริงนั้นบางครั้งก็ไปด้วยกันไม่ได้

มันแทบจะไปด้วยกันไม่ได้เลยล่ะ ถ้าเรายอมรับว่าทุกคนล้วนมีเหตุผล หรืออย่างน้อยๆ ก็คิดว่าตัวเองมีเหตุผลในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไปบอกว่า เราส่องดูในกะโหลกนายแล้ว นายเป็นคนเลว เลวตั้งแต่ความคิดเลย ซึ่งมันน่ากลัวตรงที่ประวัติศาสตร์ก็สอนเรามาตลอดอยู่แล้วว่าคนที่คิดว่าตัวเองเจตนาดี สามารถทำอะไรที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนมหาศาลได้ ความเชื่อมั่นในตัวเองบางครั้งก็แคบไป สังคมนั้นกว้างใหญ่ และซับซ้อนเกินกว่าที่เราคนเดียวจะมาแบ่งทุกอย่างออกเป็นแค่สองฝั่ง สองสี ขาว-ดำ แล้วทุกคนก็ห่วงแต่เจตนาตัวเอง ทุกคนจะเอากฎหมายมาอ้าง ทั้งๆ ที่ไม่มีใครทำตามกฎหมายแม้แต่คนเดียว บ้านเราเสียเปรียบตรงที่ไม่มีวัฒนธรรมหลักการตรงนี้ เราหยิบของเมืองนอกมาใช้ แล้วไม่ได้อยู่ในดีเอ็นเอของเรา ไม่ได้เป็นสิ่งที่งอกมาโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เอามาปลูก บางอย่างที่เอามาปลูกที่นี่มันก็ไม่ขึ้น

ย้อนกลับ
ถัดไป