media-top

พรบันดาลใจ…จากฟ้า

ลมหนาวลอยชายมาเบาๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าได้เวลาเติมสุขส่งท้ายปลายปี ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน นั่งยิ้มอยู่กับ HAMBURGER เจอกันคราวนี้นอกจากจะมีเรื่องเล่าถึง ‘พรบันดาลใจ’ จาก 3 บทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจนเกิดเป็น 3 เรื่องราวเรียงร้อยต่อกันในหนัง ‘พรจากฟ้า’ (A Gift) แต่ได้พบกันทั้งทีทั้งคู่ยังมีเรื่องเล่าชวนยิ้มจากการเดินทางของชีวิตตลอดปีมาเล่าส่งท้ายให้ฟังอีกด้วย

s04_247-rเนื้อหาของ พรจากฟ้า ได้แรงบันดาลใจมาจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ช่วยแกะของขวัญกล่องแรกให้ฟังหน่อยว่ามีอะไรในพาร์ต Still On My Mind ที่คุณร่วมแสดงบ้าง
ซันนี่: เรื่องนี้สร้างขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจมาจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา-
ภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่องจะมีทั้งหมด 3 ตอนเชื่อมโยงกัน แต่ละตอนของ พรจากฟ้า ก็นำมาจากชื่อบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ซึ่งตอนของผมกับน้องมิวคือเพลง Still On My Mind หรือชื่อไทยว่า ในดวงใจนิรันดร์ ได้พี่ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร มากำกับ ส่วนอีก 2 ตอนคือ ยามเย็น (กำกับโดย ชยนพ บุญประกอบ, เกรียงไกร วชิรธรรมพร) และ พรปีใหม่ (กำกับโดย จิระ มะลิกุล) ธีมหลักของเรื่องเรานึกไปถึงพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในตอนนั้น ซึ่งพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พรปีใหม่ ขึ้นมาเพื่ออยากให้คนไทยมีความสุขและสนุกสนาน
มิว: จำได้ว่าวันเข้าไปคุยกับพี่ต้นหลังจากที่ แฟนเดย์ฯ จบไปแล้ว พี่ต้นเล่าเรื่องให้ฟังแล้วเราก็ร้องออกมาว่าโอ้โหๆ ตลอดเวลา รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เล่น พี่ต้นยังบอกอีกว่าในเรื่องต้องมีการเล่นเปียโนด้วย ซึ่งมิวเคยเรียนสมัยยังเด็กมากๆ ประมาณสัก 7-8 ขวบ แต่เรียนมาน้อยมาก ปกติเวลาเรียนเปียโน นักเรียนจะเริ่มต้นจากมือเดียวก่อนแล้วค่อยๆ ขยับไปเรียนสองมือเพื่อแยกประสาทให้ออก แต่พอได้ลอง เรารู้สึกว่ามันยากเลยเลิกเรียนไป

แสดงว่าก่อนถ่ายจริงน่าจะต้องไปเรียนเปียโนเพิ่ม
มิว: ตอนนั้นก็มีความกังวลมากเหมือนกันค่ะ ความรู้สึกเหมือนเปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่เราเคยเล่นแล้วเราหนีจากมันมาเมื่อตอนเด็กๆ วันหนึ่งจะต้องมาฝึกเล่นอีก และเราอยากจะเล่นมันให้ได้จริงๆ เพราะนี่เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แต่พอไปเรียนจริงๆ เหมือนเรามีแรงจูงใจในการเล่น คือนอกจากจะเรียนเพื่อนำไปใช้ในการแสดงแล้ว แต่เพลงที่เราใช้เรียน ใช้ฝึกเล่น ยังเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ซึ่งไพเราะมาก เราอยากเล่นเป็น อยากเล่นเองให้ได้ แต่ตอนนี้พอหนังปิดกล้องเหมือนจะลืมๆ ไปบ้างนิดหน่อย
ซันนี่: ในเรื่องผมเป็นนักเปียโนเหมือนกัน แต่อาชีพจริงๆ คือเป็นช่างจูนเปียโน ซึ่งก่อนถ่ายก็ต้องเรียนเปียโน คือเราไม่ได้เรียนแบบอ่านโน้ต แต่ไปเรียนโดยการจำแล้วใช้ความรู้สึกในการเล่น การวางมือลงไปที่เปียโน แต่ไม่รู้ว่าคอร์ดที่กดอยู่เป็นคีย์ไหน คือผมไม่รู้จะเล่าส่วนที่ตัวเองชอบในหนังยังไงให้มันไม่ดูสปอยล์ อาจจะเล่าได้ประมาณว่าครอบครัวหนึ่งที่พ่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งพ่อเป็นนักดนตรี มีเปียโนอยู่ที่บ้าน แล้วเราก็มักจะได้ยินเพลง Still On My Mind เพราะคุณแม่ของมิวเขาชอบเล่น ต้องอธิบายชีวิตของช่างจูนเปียโนก่อน คือปกติถ้าคุณจะเล่นกีตาร์แล้วกีตาร์เพี้ยน มันจูนเองได้ แต่ถ้าเล่นเปียโนเนี่ยคุณจูนเองไม่ได้ ต้องจ้างคนมาจูนให้โดยเฉพาะ แล้วการจูนครั้งหนึ่งเป็นชั่วโมง เพราะมันต้องปรับคีย์ ปรับโน้ตเสียงไปทีละเส้น ซึ่งเปียโนที่บ้านมิวเนี่ยเขาเสียงเพี้ยน ผมก็เลยต้องไปทำหน้าที่

ซึ่งการไปเรียนดนตรีมันช่วยให้เราอินกับการแสดง อินกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ยิ่งขึ้นไปอีกไหม
ซันนี่: ถ้าเป็นเรื่องการแสดง เราตั้งใจกับการแสดงและทำให้ดีที่สุดทุกครั้ง ความจริงหนังถ่ายทำกันมาสักพักใหญ่แล้ว แต่หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ย้อนกลับมาคิดดู ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นผมทำได้ดีพอหรือเปล่า ไม่รู้ว่าผมเผลอทำเล่นๆ ไปตอนไหนบ้างหรือเปล่า
มิว: ไม่หรอก ตอนนั้นเราก็ตระหนักอยู่ตลอดว่าเนื้อหาที่เราแสดงหรือเพลงที่เรากำลังเล่นเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ เพราะฉะนั้นเราก็ตั้งใจเล่นมากๆ แต่ก็อย่างที่พี่ซันนี่พูดแหละว่าก็ไม่รู้ว่าเราทำได้ดีมากพอหรือเปล่า อีกอย่างจริงๆ แล้วเนื้อหาในแต่ละพาร์ตไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 นะคะ แต่จะมีความเชื่อมโยง คนดูจะได้แรงบันดาลใจและได้ความคิดดีๆ จากการชมเรื่องราวในแต่ละพาร์ต
ซันนี่: ความจริงทุกพาร์ตมันเป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนะครับ เพียงแต่แบ่งเป็น 3 ตอน แต่ละตอนเป็นเรื่องราวชีวิตของคนทั่วไปที่อยู่ในสังคมนี่ล่ะ แต่สิ่งที่หยิบขึ้นมาคือหลักการที่หนังจะบอก ‘เจตนาในการทำ’ เจตนาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงนี้เพื่ออะไร เจตนาที่คนมอบดนตรีให้กันและกันเพื่ออะไร คือดนตรีเป็นสิ่งที่เยียวยาหัวใจคนได้ เจอปัญหาอะไรก็แล้วแต่

s02_141ดนตรีทำให้เรากลับมามีความสุขและบางครั้งมันทำให้เรื่องหนักๆ ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปได้ ซึ่งข้อความนี้แหละที่จะเป็นความรู้สึกของหนัง อีกอย่างคือแต่ละบทเพลงที่ท่านทรงพระราชนิพนธ์จะมีเมโลดี้ที่สวยงาม ความคลาสสิกสมัยก่อนคือดนตรีแจ๊ส แล้วเวลานำมาเล่น เมโลดี้ทุกอย่างจะครบ ฟังแล้วไพเราะ ยิ่งเวลาเล่นเองจะเห็นเลยว่าเล่นยาก ยิ่งเป็นกีตาร์นี่โอ้โห เอาแค่ตีคอร์ดแจ๊สผมยังตีไม่ถูกเลย (หัวเราะ)
มิว: ความจริงทุกเรื่องนักแสดงจะมีเครื่องดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างเรื่องของพี่เต๋อ (ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) กับหนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) ในพาร์ตของเพลง พรปีใหม่ ก็จะต้องเล่นแซกโซโฟนและทรัมเป็ต
ซันนี่: แต่จริงๆ พาร์ตนั้นเราจะได้เห็นรูปแบบดนตรีเป็นวงใหญ่แบบ Brass Band เลยนะครับ

“…การดนตรีนี้จึงมีความสำคัญสำหรับประเทศชาติ สำหรับสังคม ถ้าทำดีๆ ก็ทำให้คนเขามีกำลังใจที่จะปฏิบัติงาน ก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ให้ความบันเทิง ทำให้คนที่กำลังท้อใจมีกำลังใจขึ้นมาได้ คือเร้าใจได้ คนกำลังไปทางหนึ่งทางที่ไม่ถูกต้องก็อาจจะดึงให้กลับมาในทางที่ถูกต้องได้ ฉะนั้นดนตรีนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงพูดได้กับท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการดนตรีในรูปการณ์ต่างๆ ว่ามีความสำคัญและต้องทำให้ถูกต้อง ต้องทำให้ดี ทั้งถูกต้องในทางหลักวิชาของการดนตรีอย่างหนึ่ง และก็ถูกต้องตามหลักวิชาของผู้มีศีลธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริตก็จะทำให้เป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นประโยชน์ทั้งต่อส่วนรวม ทั้งส่วนตัว เพราะก็อย่างที่กล่าวว่าเพลงนี้มันเกิดความปีติภายในตัวเองได้ ความปีติในผู้อื่นได้ก็เกิดความดีได้ เกิดความเสียได้…”
พระราชดำรัสในโอกาสที่คณะกรรมการของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยฯ เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อสมทบทุน “โครงการพัฒนาตามพระราชประสงค์”
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2524

ผู้กำกับคงเห็นเคมีอะไรบ้างอย่าง ถึงจับซันนี่กับมิวมาเล่นคู่กัน พรจากฟ้า เป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของพวกคุณเลยหรือเปล่า ก่อนหน้านี้เคยเจอหรือเคยร่วมงานกันมาบ้างไหม
มิว: ครั้งแรกเลยค่ะ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยเจอ ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อนเลย

ภาพลักษณ์ของซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ในสายตาคุณเป็นยังไงบ้าง
มิว: เป็นคนตลก แล้วพอได้เจอก็ตลกจริงๆ ด้วย
ซันนี่: ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนเท่มาตลอดเลยนะ ตกลงว่าไม่ใช่ (หันไปมองหน้ามิว)
มิว: (หัวเราะ) เข้าใจผิดแล้ว คือภาพพี่ซันนี่ก่อนรู้จักคือเป็นคนตลก พอมารู้จักยิ่งตลกหนักกว่าเดิม พอร่วมงานกัน
ก็จะเห็นการทำงานของพี่ซันนี่
ซันนี่: หมดกัน ผมอุตส่าห์รักษาภาพความเก๊กของผมไว้
มิว: ดูสิ นี่ขนาดสัมภาษณ์ยังนั่งไขว่ห้าง ล้วงกระเป๋าเลย
ซันนี่: เฮ้ย ลุคนี้ผมสร้างมานาน คุณจะมาทำลายด้วยการมาบอกในสัมภาษณ์ว่าผมติงต๊องไม่ได้

s07_398มิว นิษฐา ล่ะ ก่อนร่วมงานคุณคิดว่าเป็นยังไงบ้าง
ซันนี่: ขรึมๆ เรียบร้อย เป็นลุคที่คนจะมองว่าเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงเหรอ หึๆ คือเขาก็เป็นคนตั้งใจ แต่ก็เฮฮาครับ

น่าจะเคยได้ดูหนังเรื่องแรกของมิวแล้ว
ซันนี่: หมายถึง แฟนเดย์ฯ เหรอ ดูครับดู เขาก็ดีครับ มีความไหล่โยก มีความสดใส ละครของเขาผมก็ดูนะครับ เรื่องอะไรนะที่เล่นกับพี่ติ๊ก เจษฎาภรณ์ (หันไปถามมิว)
มิว: ซีรีส์ เลือดมังกร ตอน สิงห์ ค่ะ จะบอกว่าชอบพี่ติ๊กสินะ
ซันนี่: ส่วนมากละครที่เขาเล่นจะเป็นดราม่าตลอด เวลาเล่นจะออกแนวร้องห่มร้องไห้ โดนทำร้าย โดนรังแกตลอด

พอร่วมงานกันแล้วเป็นยังไง ตัวจริงน่าโดนรังแกไหม
ซันนี่: ก็มีความน่าโดนรังแกได้ แต่ตัวจริงเขาจะมีความห้าวที่ไม่เหมือนกับในบทด้วย
มิว: คือจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นคนหวานหรือเรียบร้อยเลย แต่ด้วยภาพในละครไง คนก็จะติดตามาจากตัวละครที่เราเล่น

นอกจากเรื่องดนตรีที่พูดถึงในเรื่อง ในหลวงรัชกาลที่ 9ยังสร้างแรงบันดาลใจด้านไหนอีกบ้าง อย่างซันนี่เอง
เหมือนเราเคยคุยกันว่าการใช้จ่ายเงินของตัวเองก็ได้มาจากปรัชญา ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ของในหลวง
ซันนี่: โอ้โห พระองค์มีเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจเยอะไปหมดเลยครับ อย่างเรื่องความพอเพียง ความจริงมันเป็นเรื่องของวิธีคิด เริ่มตั้งแต่ต้นเหตุด้วยการเปลี่ยนทัศนคติคนให้รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ซึ่งผมเป็นคนที่คิดอย่างนี้อยู่ก่อนแล้วครับ วันหนึ่งพอมาเจอสิ่งที่ท่านพยายามจะบอกกับประชาชน ผมเลยรู้สึกว่านี่คือนักแก้ปัญหาที่แท้จริง คือแก้ปัญหาความยากจนตั้งแต่ต้นเหตุ เปลี่ยนที่คน เปลี่ยนที่เรา เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตแล้วอย่าไปโทษโน่นโทษนี่ ความจริงมันอยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น

สิ่งไหนไม่ต้องการก็ไม่ต้องไปเอา ไม่ต้องแก่งแย่งอะไรใครมา เพียงแต่วิธีที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจก็ต้องเป็นอย่างนี้ คือทำให้เห็นภาพ ซึ่งท่านทำให้เราดูเลย บางทีคนชอบมองว่าอะไรคือการประสบความสำเร็จ หมายถึงว่าเราต้องมีอย่างโน้นอย่างนี้ก่อนหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ในหลวงพยายามบอกในเรื่องความพอเพียง การเสียสละเพื่อคนอื่น ความตั้งใจที่จะสร้างทัศนคติดีๆ ให้คนอื่น สิ่งเหล่านี้ทำให้เรากลายคนประสบความสำเร็จไม่ได้เหรอผมเคยฟังสัมภาษณ์ฝรั่งคนหนึ่งพูดในทีวี เขาบอกว่าบางคนก็อยากจะรวย อยากจะมีโน่น อยากจะทำนี่กัน แต่พอเพียงมันก็เวิร์กเหมือนกัน ผมฟังแล้วก็นั่งอยู่อย่างนี้เลย (ทำท่าเช็ดน้ำตา) แต่พอมองเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจกก็คิดว่าไม่ได้ เพราะคาแร็กเตอร์ของผมต้องเก๊กอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ)
มิว: จริงๆ ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้หลายอย่างมากเลยนะคะ ที่เห็นชัดๆ เลยคือเรื่องการทำงาน อย่างบางคนมักจะคิดว่าตัวเองทำงานหนัก ทำไมชีวิตฉันถึงลำบาก ทำงานเหนื่อยกว่า แต่อาจจะได้ผลตอบแทนไม่เท่าคนโน้นคนนี้ ความจริงถ้าเรามองไปที่การทำงานของในหลวงซึ่งท่านเป็นกษัตริย์

ด้วยสถานะท่านสามารถอยู่ในวังได้อย่างสบายๆ หรือทำงานในห้องทรงงานก็ได้ ไม่ต้องลงไปสำรวจพื้นที่จริงๆ ไม่ต้องไปที่ร้อนๆ ไปพบปะใกล้ชิดกับประชาชน แต่ท่านก็ทรงทำและทำมาอย่างยาวนาน ตรงนี้ทำให้เราเห็นได้ชัดเลยว่าบางทีคนที่เขาทำงาน สิ่งที่ตอบรับกลับมามันอาจจะไม่ใช่เรื่องเงินทองหรือความสำเร็จ แต่มันเป็นเรื่องของใจและความรู้สึกที่อยากจะทำมากกว่า
ซันนี่: เวลาคนบอกว่าในหลวงท่านทรงเหนื่อย ผมรู้สึกว่าท่านไม่เหนื่อย เพราะนี่คือสิ่งที่ท่านรักที่จะทำ ดูจากภาพไม่ใช่ว่าท่านไม่เหนื่อย ท่านเดินไม่พัก แต่เพราะสนุกไง เพราะท่านเป็นคนแบบนี้

ถ้านับจริงๆ จากละครเรื่องแรก เราเพิ่งรู้จักกับมิว นิษฐา มา 3 ปีเองนะ เคยคิดไหมว่าตัวเองเติบโตในวงการเร็วมาก พอใจกับเส้นทางนักแสดงของตัวเองแล้วหรือยัง
มิว: พอใจค่ะ พอใจมานานแล้วด้วย อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มิวไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะได้เข้ามาทำ ย้อนกลับไปตอนช่วงที่แคสต์โฆษณาก็ไม่ได้อยากเป็นดารา เรามาแคสต์เพราะอยากถ่ายแล้วได้เงิน คิดว่าถ้าหาเงินเองได้ตั้งแต่ตอนเรียนคงเจ๋งดี จนเมื่อได้เข้ามาทำแล้วค่อนข้างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง มันเลยมีความภูมิใจแบบที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน

“ดนตรีเป็นสิ่งที่เยียวยาหัวใจคนได้ เจอปัญหา
อะไรก็แล้วแต่ ดนตรีทำให้
เรากลับมามีความสุข
และบางครั้งมันทำให้
เรื่องหนักๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง
ผ่านไปได้ ซึ่งข้อความนี้แหละที่จะเป็นความรู้สึกของหนัง”
-ซันนี่-

งั้นคุณเริ่มรู้สึกจริงจังกับมันตอนไหน
มิว: ตอนช่วงแคสต์โฆษณาก็ไม่ได้ชอบการแสดงนะคะ จนมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ช่อง 3 ได้เล่นละครเรื่องแรกก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบ (ซีรีส์ สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายปวรรุจ,2556) เพราะเราเล่นไม่เป็น รู้สึกไม่สนุก พอถึงเวลาเข้าฉาก ได้ยินเสียง 5-4-3-2-1 ปุ๊บ มันเกร็งไปหมด อยู่ดีๆ จะให้เราร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น มันทำไม่ได้ เพราะชีวิตจริงเราก็ไม่ได้ชอบร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น แล้วละครมันยาว เวลาถ่ายอยู่ดีๆ เขาก็เอาฉากโน้นขึ้นมาก่อน เอาฉากนี้ถ่ายตาม ไม่ได้มีการเรียงลำดับตามเนื้อเรื่อง ด้วยความที่เราใหม่มาก เราไม่เก็ต
กับการแสดงเลย

จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของละครเรื่องแรก ต่อเนื่องไปถึงเรื่องที่ 2 ถึงเริ่มสนุกกับการแสดง (รักออกฤทธิ์, 2557) แต่จะอินกับตัวละครในบางฉาก มิวค้นพบว่าตอนเล่นเรื่องแรกคือเราตั้งใจ แต่ไม่รู้สึกสนุกเท่าไหร่ แต่วันหนึ่งพอเราตัดเรื่องกล้อง เรื่องต่างๆ รอบตัวออกไปแล้วอยู่กับปัจจุบันที่เรากำลังเป็นตัวละครตัวหนึ่ง มิวพบว่าอารมณ์ตัวเองลื่นไหลไปตามความรู้สึกของตัวละคร ณ ตอนนั้นได้จริงๆ

s01_054ส่วนของซันนี่คงไม่ต้องถาม คุณคงพอใจกับอาชีพตัวเองอยู่แล้วมั้ง
ซันนี่: ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่าพอใจหรือยัง คือผมรู้สึกว่าผมมีอาชีพเดียวตั้งแต่บังเอิญเข้าวงการมาเจอกับการแสดง จากนั้นก็ค้นพบว่านี่คือสิ่งเดียวที่รัก แล้วก็เป็นอาชีพเดียวในชีวิต เลยไม่รู้สึกว่าจะพอใจหรือไม่พอใจเมื่อไหร่ แต่เราจะทำไปเรื่อยๆ จนตายแน่นอน คือถ้าเกิดไม่ได้ทำสิ่งที่รัก เราหาเลี้ยงชีพได้ แต่คงจะรู้สึกนิดนึงว่ามีชีวิตทั้งทีเราจะไม่มีโอกาสทำในสิ่งที่รักเลยเหรอ ฉะนั้นถ้าเจอสิ่งที่รักแล้วเราก็อยากจะทำไปเรื่อยๆ
มิว: แล้วเราก็จะได้ทำเก๊กไปเรื่อยๆ
ซันนี่: ใช่ งานตรงนี้ค่อนข้างจะส่งเสริมการเก๊กของผม ผมจะได้เก๊กได้ว่าชีวิตนี้เราก็ทำอะไรเป็นเว้ย

แต่ล่าสุดนี่ไปพากย์เสียง ‘กิลด์ เทโซโร’ ใน One Piece Film Gold อันนี้ไม่น่าจะส่งเสริมความเก๊กเท่าไหร่ถามจริงๆ เข็ดเลยหรือเปล่า
ซันนี่: ไม่เข็ดๆ นี่มีมาให้พากย์อีกแล้ว คือตอนนั้นเขาติดต่อมาให้ผมไปพากย์เสียงเป็นกิลด์ เทโซโร ผมบอกเขาไปว่าอย่างผมก็ต้องพากย์เป็นตัวพระเอกที่ชื่อลูฟี่สิ เพราะผมเป็นคนอย่างนี้ ผมเหมือนลูฟี่ (หัวเราะ) พี่จูน (อิทธิพล มามีเกตุ) เขาก็บอกกลับมาว่า น้อง พี่พากย์เป็นลูฟี่มาสิบกว่าภาคแล้ว น้องจะมาแย่งงานพี่ไปเหรอ คือไอ้ตัวนี้มันจะโผล่มาภาคเดียวแล้วก็จบไง

ผมก็เลยต้องพากย์เป็นตัวนี้ ตอนแรกผมก็บอกเขาอย่างนี้แหละว่าผมพากย์ไม่เป็น แล้วพี่จะให้ผมทำได้ยังไง พี่เขาบอกกลับมาว่าทำได้สิ เดี๋ยวพี่มาคุมพากย์แล้วเราช่วยกันไปด้วยกัน คำพูดอย่างนี้แหละคือสิ่งที่มีค่าสำหรับผมไง คือเขาตั้งใจอยากให้มันดีไปด้วยกัน

เจอฟีดแบ็กแบบนี้ มีผลกับจิตใจบ้างไหม
ซันนี่: ไม่มีผลอยู่แล้ว เพราะผมไม่ได้มีปมอะไร ถ้าผมไม่ตั้งใจพากย์หรือผมพากย์ส่งๆ ผมจะรู้สึกเวลาคนด่า แต่นี่ตอนพากย์ผมตั้งใจไง ถึงเวลาถ้าดูแล้วไม่ถูกใจมันก็ช่วยไม่ได้ อีกอย่างเราก็ไปพากย์แก้เสียงใหม่มาแล้ว ไปแก้เพราะผมรู้สึกว่าคนดูการ์ตูนเขาไม่ได้อยากฟังเสียงตัวร้ายแบบนี้ เป้าหมายของผู้ชมกับคนพากย์มันไม่เหมือนกันครับ ความจริงควรคิดง่ายๆ ว่าคนดูเขาอยากฟังอะไรแค่นั้นเอง ซึ่งตอนแรกเราไม่ได้คิดตรงนั้น ผมเลยกลับไปพากย์เอาใจ ไปแก้ทำเสียงใหญ่ๆ

เพราะโจรในโลกนี้มันต้องเสียงใหญ่ ทำเสียงเล็กแบบเสียงผมมันไม่ได้ (ทำเสียงใหญ่โชว์)จริงๆ มันมีความขัดแย้งอยู่เหมือนกันนะครับ ตอนนั้นผมก็ถามพี่ทีมพากย์ว่าผู้ร้ายมันต้องทำเสียงยังไงวะพี่ แล้วเขาก็บอกผมกลับมาว่าถ้าเราเปลี่ยนเสียง คนก็ไม่รู้สิว่าซันนี่พากย์เป็นตัวละครนี้ อ้าว แล้วเราต้องทำยังไงวะ ต้องทำเสียงใหญ่แล้วให้คนรู้ว่ากูเป็นคนพากย์ สุดท้ายเราก็ลองทำดู ทำเสียงใหญ่ในแบบที่คนยังรู้ว่าเป็นเรา แล้วเสียงมันดันไม่เข้ากับหน้าของตัวละครนั้น พากย์เสร็จพอมีเทรลเลอร์ออกมาเท่านั้นแหละ เราก็โดนว่าไปตามสไตล์

DID YOU KNOW
1. Still on My Mind เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง
2. เดิมทีพระองค์พระราชทานชื่อบทเพลงนี้ไว้ว่า I Can’t Get You Out of My Mind ก่อนจะทรงเปลี่ยนเป็น Still On My Mind ในภายหลัง
3. บทเพลงพระราชนิพนธ์ที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ทั้งทำนองเพลงและคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง
บทเพลง ยามเย็น เกี่ยวข้องกับสมาคมวัณโรคอย่างไร
ยามเย็น คือบทเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 (ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ตั้งแต่ยังทรงพระยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช) ความจริงยามเย็น นับว่าเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่นำออกบรรเลงสู่ประชาชน เพราะเมื่อทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเสร็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย จนเพลงเสร็จสมบูรณ์ พระองค์พระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์นี้ให้นายเอื้อ สุนทรสนาน นำออกแสดงเก็บเงินบำรุงการกุศลในงานของสมาคมปราบวัณโรค ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2489
พรแรกจากคนบนฟ้า
วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ.2495 เป็นวันปีใหม่แรกที่บทเพลง พรปีใหม่ ถูกนำออกบรรเลง และถือเป็นพรปีใหม่แรกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2494 และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้อง ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยบทเพลงพรปีใหม่ ถูกนำออกบรรเลงครั้งแรก ณ ศาลาเฉลิมไทย โดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ และอีกที่คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มิวไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะได้เข้ามาทำ
ย้อนกลับไปตอนช่วงที่แคสต์โฆษณาก็ไม่ได้อยากเป็นดารา
เรามาแคสต์เพราะอยากถ่ายแล้วได้เงิน คิดว่าถ้าหาเงินเองได้ตั้งแต่ตอนเรียนคงเจ๋งดี
จนเมื่อได้เข้ามาทำแล้วค่อนข้างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
มันเลยมีความภูมิใจแบบที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน”
-มิว-

 

ต้นปีเริ่มต้นจากหนัง แฟนเดย์ฯ ต่อเนื่องกันแบบปีต่อปี น่าตื่นเต้นเหมือนกันนะครับที่มีหนังเรื่องที่ 2 เร็วมาก
มิว: เร็วมากเหมือนกันค่ะ ตกใจเหมือนกัน เพราะเรื่องแรกยังไม่ได้ลงโปรแกรมฉายเลย เราก็ได้รับโอกาสให้เล่นเรื่องที่ 2แล้ว ดีใจนะ แล้วบังเอิญว่าเรื่องที่ 2 นี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ด้วย เลยยิ่งมีความอยากเล่นมากขึ้นไปอีก ส่วนหนึ่งมิวมองว่าเป็นโอกาส อีกส่วนคือความสามารถของเราเองด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับโอกาส ถ้าเราไม่ได้รับโอกาสให้เล่นหนังเรื่องแรก ละครเรื่องแรก มันก็คงไม่มีเรื่องที่ 2
เกิดขึ้นตามมา
ซันนี่: สรุปที่มิวพูดได้ว่าส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถแหละค่ะ (หัวเราะ)
มิว: ไม่ใช่ (หัวเราะ) ชีวิตทุกคนน่ะ ส่วนใหญ่มันขึ้นอยู่กับโอกาสและความสามารถ สองอย่างนี้มันต้องมาควบคู่กันเล่าตามความจริง
ซันนี่: ผมว่าคนที่ตั้งใจทำอะไรเต็มที่ ตั้งใจทำทุกสิ่งอย่างให้มันดี สุดท้ายคนก็จะมองเห็น คนก็อยากทำงานด้วย ก็ในเมื่อเขาเป็นคนแบบนี้ ตั้งใจทำงาน แล้วทำไมถึงจะไม่จ้างเขาล่ะ

s03_172ติดใจการเล่นหนังเลยหรือเปล่า
มิว: มันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่งค่ะ แต่ละครก็สนุก

ซันนี่ไม่อยากเล่นละครบ้างเหรอ มิวยังเริ่มจากเล่นละครแล้วมาเล่นหนังได้
ซันนี่: ทำไม่เป็นครับ ผมไม่เคยลอง เลยไม่รู้ว่าทำได้หรือเปล่า คือผมรู้สึกว่าเป้าหมายของงานมันคนละแบบกัน อีกอย่างผมรู้สึกว่าคงจะทำได้ไม่ดีพอเท่าคนที่เขาทำดีอยู่แล้ว และผมก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันสนุกที่สุด อยากทำมากที่สุด คิดว่าเราสามารถทำได้ดี เราก็เลยอยากทำ อยากอยู่กับมันไปเรื่อยๆ แค่นั้นเอง
เรื่อง: เก้า มีนานนท์
ภาพ: ณัฐพล วุฒิเพ็ชร์
สไตล์: ฐิติกาญจน์ กาญจนภักดี

media-top