media-top

My-Voice-My-Way-r2

ตั้งแต่ที่ได้รู้ว่า ‘สิงโต’ – นำโชค ทะนัดรัมย์ ศิลปินสังกัด What the Duck จะมานั่งเก้าอี้โค้ชตัวที่ 4 ของรายการ เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ซีซัน 4 แทนที่ ‘แสตมป์’ – อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข บอกตามตรงว่าเราไม่ค่อยแปลกใจนักที่หลังจากนั้นไม่นานจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือดราม่าจากชาวเน็ตเกี่ยวกับบทบาทของเขาในฐานะโค้ชคนใหม่ เพราะจะว่าไปสิ่งที่เขาเจอ โค้ชรุ่นพี่ทุกคนก็ต่างเคยผ่านมาแล้วเช่นเดียวกัน

แต่สิ่งที่ทำให้เราแปลกใจได้มากกว่ากลับกลายเป็นปฏิกิริยาของเขาที่มีต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น ที่ดูจะไม่ได้เดือดเนื้อ-ร้อนใจแม้แต่น้อย ถึงเราจะพยายามถามย้ำอยู่หลายรอบ แต่คำตอบที่ได้กลับกลายเป็นว่า

“โอ๊ย ไม่รู้สึกอะไรเลย คนเรามันตัดสินกันได้ แต่สุดท้ายอยู่ที่เราตัดสินตัวเองอย่างไรมากกว่า เราเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ถ้ามัวแต่ไปนั่งแคร์คนโน้นคนนี้เราก็ไม่ได้ทำอะไรพอดี”

จริงอย่างเขาว่า เพราะถ้าเขาแคร์เสียงของคนอื่น มากกว่าเสียงของตัวเอง ป่านนี้เราก็ไม่รู้ว่าอดีตหนุ่มโรงกลึงอย่างเขาจะกำลังทำอะไรอยู่ เพราะฟังจากที่เขาเล่าถึงชีวิตก่อนที่จะมีทุกวันนี้ เราก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าที่ผ่านมาเขาต้องผ่านพบกับคำสบประมาท คำวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่คำด่าทอมามากมายแค่ไหน ซึ่งถ้าเขาปล่อยให้เสียงเหล่านั้นเล็ดลอด
เข้ามาควบคุมความคิด บั่นทอนความหวัง และคิดว่าเสียงเหล่านั้นดังกว่าเสียงในใจของตัวเอง เพลงของเขาก็คงจะฟังไม่เพราะอย่างเช่นทุกวันนี้

ดังนั้น ถ้าคุณคาดหวังว่าจะได้อ่านเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา หรือดราม่าฟูมฟายจากชีวิตของผู้ชายคนนี้ คุณคงจะผิดหวัง เพราะสิ่งที่คุณจะได้กลับไปคือแรงบันดาลใจ และความรู้สึกดีๆ จากผู้ชายที่ไม่มีต้นทุนเป็นตัวเงิน แต่มีความรักในเสียงดนตรีเป็นทุนตั้งต้นเท่านั้นเองจริงๆ

อย่างที่ทราบว่า หลังจากที่คุณเข้ามาเป็นโค้ชของ เดอะวอยซ์ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย อยากรู้ว่าส่วนใหญ่ที่ได้ยินคำวิจารณ์มาเป็นเรื่องอะไร
เอาที่คุณได้ยินมาก่อน เพราะที่ผมได้ยินมามีทั้งดี ทั้งไม่ดี

เอาเป็นว่าถ้าดีเขาพูดว่าอะไร
ก็สนุกดี มันแล้วแต่คนชอบนะของพวกนี้ จะเอาความคิดของคนทางบ้านเป็นที่ตั้งก็คงผิด เพราะว่าเขาจ้างให้เรามาทำหน้าที่ตรงนี้ เราต้องเข้มแข็งพอสมควร เพราะมันเป็นการตัดสินใจของเรา สังเกตดูว่าปกติแล้วคนทั่วไปที่พูดหรือโพสต์อะไรผ่านเฟซบุ๊กบางทียังโดนวิพากษ์วิจารณ์เลย ยิ่งเรามาทำหน้าที่ตรงนี้ก็ไม่แปลกที่เราจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว เราถือว่าเมื่อไปอยู่ตรงเวทีการแข่งขันเราก็ต้องทำหน้าที่ ทั้งที่ปกติผมจะไม่ตัดสินใคร ซึ่งผมรู้สึกว่ามันท้าทายดี เพราะอย่างที่บอกว่า ปกติก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ เลยทำในแบบที่เราเป็น พอเป็นในแบบที่เราเป็น ซึ่งมันชัดเจนมากๆ ก็จะมีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ

ฟีดแบ็กแบบไหนที่คุณได้ยินแล้วรู้สึกท้อ
ไม่มีท้อเลย ไม่ได้รู้สึกว่ามันแรงด้วย เช่น มีคนแนะนำว่าเราพูดเยอะไป พูดไม่รู้เรื่อง แต่ในขณะที่บางคนเขารู้เรื่อง ดังนั้น มันก็อยู่ที่เขารู้จักเรามากน้อยแค่ไหน ซึ่งพอไปอยู่ตรงนั้น สิ่งที่ผมทำก็คือทำหน้าที่ที่อยู่ตรงหน้า แต่พอมาเป็นสิ่งที่เขาเห็น ความที่เขาอาจจะไม่รู้จักเราจริงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมเราเป็นแบบนี้ เขาก็คาดหวังว่าเราต้องเป็นอีกแบบหนึ่งมากกว่า

เรื่องการวิจารณ์ก็ส่วนหนึ่ง แล้วอย่างเรื่องคนที่มาตัดสินว่าคุณเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ ทำให้คุณรู้สึกอะไรบ้างไหม
โอ๊ย ไม่รู้สึกอะไรเลย คนเรามันตัดสินกันได้ แต่สุดท้ายอยู่ที่เราตัดสินตัวเองอย่างไรมากกว่า เราเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ถ้ามัวแต่ไปนั่งแคร์คนโน้นคนนี้เราก็ไม่ได้ทำอะไรพอดี

My-Voice-My-Way-r1

แล้วที่ผ่านมาคุณเคยเจอคนมองและตัดสินเกี่ยวกับตัวคุณบ้างไหม
ถามว่าเคยเจอไหม ก็ไม่ค่อยเจออะไรแบบนี้ ตั้งแต่เข้าวงการ ตั้งแต่เล่นดนตรีมาด้วยซ้ำ เราทำตามสัญชาตญาณตัวเองหมดเลย อยากเป็นนักดนตรีก็มาเป็นนักดนตรี คนบอกว่าเป็นไม่ได้หรอก เราไม่สนใจ แต่บางคนอาจจะท้อไปแล้วที่มีคนบอกว่าเป็นไม่ได้หรอก บอกว่านักดนตรีมีเยอะแยะ รูปหล่อก็เยอะแยะ แต่เราไม่สนใจ เพราะเราไม่ได้คิดแบบนั้น คือปกติแล้ว ผมจะไม่ค่อยเล่าความฝันให้ใครฟัง เพราะฝันของเรากับฝันที่เราเล่าให้คนอื่นฟัง ภาพความ-คมชัดมันต่างกัน ของเรามันระบบ HD แต่ของเขายังไม่รู้เลยว่าต้องเปิดช่องไหน อย่าว่าแต่มันชัดหรือไม่ชัดเลย เพราะฉะนั้น เขาก็อาจจะให้คำแนะนำไปในแบบที่เขาชินตามทัศนคติของเขามากกว่า สุดท้ายเราต้องเป็นกัปตันเรือนำทางความรู้สึกตัวเอง ตั้งแต่เด็กๆ แล้วผมก็เป็นแบบนี้ สมมติมีคำวิพากษ์วิจารณ์เราต้องแยกให้ออก ต้องใช้สติในการแยกแยะ อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด ใช้อารมณ์ปุ๊บผิดทันทีเลย เราก็จะไปโกรธ โมโห สมมติในทวิตเตอร์ คุณเปิ้ล อภิญญา (นามสมมติ) แนะนำมาว่า คุณน่าจะพูดน้อยหน่อยนะ พูดเยอะน่ารำคาญ หรืออย่างในเฟซบุ๊ก คุณบอย น้ำจิ้มขนมปู (นามสมมติ) พูดว่า สิงโตทำให้ เดอะวอยซ์ เสื่อม อะไรอย่างนี้เราก็ไม่ต้องไปสนใจ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ รูปโปรไฟล์เขายังไม่มีเลย เราต้องแยกแยะ อย่าใช้อารมณ์ ต้องใช้สติ เพราะทีวีก็ทีวีของเขา คอมพิวเตอร์ของเขา ค่าไฟเขาก็เสียเอง เพราะฉะนั้น เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องในสิ่งที่เขาคิดว่าควรจะได้ อย่างซีซันก่อนเป็นโค้ชแสตมป์ คนดูก็อาจจะชินและชอบแบบนั้น พอเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเราก็ต้องเข้าใจเขา เพราะว่าเขาเป็นคนลงทุน ลงทุนเสียเวลาดู ลงทุนซื้อทีวี เสร็จแล้วเราก็ต้องเอาสิ่งที่เขาพูดหรือแนะนำอะไรต่างๆ นานามากรองให้ได้ใจความสำคัญอย่างใจเย็นที่สุด แล้วค่อยเอาตรงนั้นมาปรับปรุงในแบบของเรา ปรับมากไม่ได้ด้วยนะ บางอาทิตย์คนก็ว่าอีกว่าสิงโตเงียบไป จืดไป ซึ่งทั้งๆ ที่จริงแล้วก็ถ่ายวันเดียวกัน เขาก็แค่ตัดต่อให้ดูมีสีสันเท่านั้นเอง ซึ่งผมยอมรับว่าพี่ๆ ทำงานกันเต็มที่และออกมาโอเคมาก ไม่ได้บอกว่าทำไมถึงตัดต่อผมออกมาแบบนี้ เราคาดเดาอะไรกับสังคมไม่ได้ เพราะถ้าคาดเดาได้ ผมคงจะมีเพลงฮิตประมาณแสนเพลงแล้ว บางทีทางรายการตัดออกมาในเทปเดียวกัน คนในทีมสนุก โค้ชด้วยกันสนุก คนที่อยู่ในบรรยากาศตอนนั้นสนุก แต่เราไม่รู้ว่าคนในสังคมเขาจะไม่สนุกด้วย เราเดาไม่ได้ ก็ต้องค่อยๆ ปรับกันไป เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรก เราก็ไม่ได้เป็นเทวดาที่ไหน ที่มาถึงแล้วจะเปอร์เฟ็กต์หรือเก่งเลย เพราะตั้งแต่เด็กมาจนถึงทุกวันนี้ผมก็โดนวิพากษ์วิจารณ์… ไม่ใช่สิ ผมใช้คำว่าถูกแนะนำมาโดยตลอด สมมติผมทำอัลบั้มเพลงมา ก็จะโดนทางค่ายว่าแล้วว่าเพลงคุณแม่งไม่รอดว่ะ แล้วเราจะไปโกรธเขาเหรอ โกรธไม่ได้ แต่เราต้องเอาสิ่งที่เขาบอกมาคิดว่าเพราะอะไร เอามาหาเหตุผล แต่อย่าไปทิ้งความเป็นตัวเอง แค่หาเหตุผลว่าทำไมมันถึงจะไม่รอด มันไม่เหมาะกับค่ายเขาหรือเปล่า แล้วก็เอาตรงนั้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ จนมาถึงทุกวันนี้ได้ แล้วกว่าจะถึงทุกวันนี้ก็โดนปรับเปลี่ยนมาโดยตลอด เพราะยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องสนุกมาก เพราะว่าถ้าสมมติผมไม่เลือกทำ เดอะวอยซ์ ชีวิตผมก็เหมือนเดิมเลย ก็เล่นดนตรีอยู่กับแฟนเพลงของตัวเอง มีแต่คนรัก แต่ผมเป็นคนที่กลัวอะไรผมจะเดินไปหา ผมเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าผมกลัวการขึ้นเวที ก็ต้องเดินไปขึ้นไปบนเวทีเพื่อให้รู้ว่ามันเป็นยังไง

แล้วตอนนี้คุณกลัวอะไร
อย่างการเป็นโค้ชใน เดอะวอยซ์ คงเป็นการกลัวสิ่งที่ไม่เคยทำ คนเราจะกลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ กลัวการเปลี่ยนแปลง เป็นเหมือนกันทั้งโลก แค่เปลี่ยนงานก็กลัวแล้ว เปลี่ยนชุดหรือเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวก็กลัวแล้ว แล้วทีนี้ตอนที่ผมจะเปลี่ยนจากนักร้องไปเป็นโค้ช ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะออกมาอย่างไร ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว แต่ผมก็อยากจะเดินเข้าไปหาเพื่อดูว่ามันจะเป็นยังไง เราทำได้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายแล้วมันก็คือคำตอบว่าทำไมผมถึงรับงานนี้

จากที่เคยผ่านคำวิพากษ์วิจารณ์ และคำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนตัวเองมามากมาย เราอยากรู้ว่าอะไรในตัวคุณที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไปตามคำแนะนำเหล่านั้นเลย
ก็ความเป็นเรานี่แหละ เราก็พูดแบบนี้ เราก็คงไม่ไปหาวิธีพูดที่ดูงดงาม หรือไปหาศัพท์ทางดนตรีที่ฟังแล้วสวยหรูสุดยอดมาอธิบาย ทำเท่าที่มี รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ ให้คำแนะนำในแบบของเราไป ทำงานดนตรีมาจนถึงทุกวันนี้ ก็คงมีอะไรที่เรารู้และให้คำแนะนำได้บ้างแหละ

เท่าที่รู้มาคือคุณเข้าวงการโดยเริ่มจากศูนย์ ไม่รู้จักใครเลย แล้วตอนนั้นคิดว่าต้นทุนที่สำคัญของคุณคืออะไร
จริงๆ ผมรู้สึกว่ามันเริ่มจากโอกาส เราต้องวิ่งเข้าโอกาส บางครั้งจะมานั่งรอโอกาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตั้งแต่เด็กเลยนะ สมมติถ้าผมฝึกเล่นดนตรี แล้วรอวันหนึ่งให้โปรดิวเซอร์มาเห็น เอานามบัตรมาให้เหมือนอย่างในละครหรือในหนัง สำหรับผมมันช้าไป เพราะก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะมาเห็น เพราะฉะนั้น อยากได้อะไรก็ต้องหามาให้ตัวเอง ถ้ารู้ว่าจะไม่มีใครแต่งเพลงให้ ก็ฝึกแต่งเพลงสิ อยากเล่นกีตาร์เป็น แต่ไม่มีใครสอน ก็ต้องฝึกเล่นเองสิ บางคนเล่นกีตาร์อยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนมาชวนไปเล่นที่ร้าน แต่ผมไม่มี ผมก็ต้องเดินไปหาร้านของใครก็ไม่รู้ อย่างตอนที่ไปอยู่ภูเก็ตผมก็ไม่มีเพื่อนสักคน ก็ต้องเสิร์ชหาข้อมูลทุกอย่างเอาเอง สุดท้ายแล้วต้นทุนที่สำคัญมันอาจจะเป็นความชอบที่ผมอยากจะทำ มันพาผมขับเคลื่อนไปข้างหน้า หลายคนมักจะพูดถึงพรสวรรค์ ผมก็เคยคิดเหมือนกันว่าพรสวรรค์คืออะไร สุดท้ายผมคิดว่าพรสวรรค์ก็คือความชอบนี่แหละ สมมติมีเด็กคนหนึ่งเรียนภาษาอังกฤษเก่งมาก หลายคนก็บอกว่าน้องคนนี้เขามีพรสวรรค์ด้านภาษาอังกฤษ แต่เขาอาจไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้องมันแค่ชอบภาษาอังกฤษมาก เจออะไรเป็นภาษาอังกฤษก็หยิบมาอ่าน เพราะเขาชอบไง แต่เราไม่เห็นกระบวนการทำงานของเขา ก็ไปคิดว่าเขามีพรสวรรค์ ไปตัดสินว่าเขาคงนั่งเฉยๆ เหมือนเรา แล้วอยู่ๆ ก็มีพรสวรรค์งอกขึ้นมาเอง แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มจากความที่เขาชอบ หรือเห็นเพื่อนเล่นกีตาร์เป็นได้เร็ว เราก็ไปตัดสินเขาอีกว่าเขาคงนั่งอยู่เฉยๆ เหมือนเรา แต่ไม่รู้เลยว่าตอนอยู่บ้านเขาแทบจะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเล่นกีตาร์ ถ้าเล่นไม่เก่งก็บ้าแล้ว เพราะฉะนั้น ผมยังพิสูจน์ไม่ได้หรอกว่าพรสวรรค์คืออะไร เพราะผมเองก็ไม่ได้เก่งมากหรือเป็นเทพ แต่อยากทำอะไรได้ก็แค่ไปฝึก อยากแต่งเพลงก็ฝึกแต่งเพลง ไม่กล้าบอกหรอกว่าตัวเองแต่งเพลงเก่ง ผมก็เหมือนคุณนี่แหละ ไม่ได้อัจฉริยะอะไรเลย ต้องกลับบ้านไปนั่งใช้เวลาแต่งเหมือนๆ กัน บางครั้งก็คิดออก บางครั้งก็คิดไม่ออก

“คนเรามันตัดสินกันได้แต่สุดท้ายอยู่ที่เราตัดสินตัวเองอย่างไรมากกว่า เราเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ถ้ามัวแต่ไปนั่งแคร์คนโน้นคนนี้เราก็ไม่ได้ทำอะไรพอดี”

อย่างนั้นต้นทุนที่สำคัญของคุณก็คือความรักในดนตรีหรือเปล่า
ผมเริ่มจากความรักก่อน จากความรักก็เปลี่ยนเป็นความเชื่อ ผมเชื่อว่าผมทำได้ ผมเอาความฝันกับความจริงมาชนกัน สมมติความฝันคือผมจะไปเป็นนักร้อง และความจริงก็คือต้องคิดแล้วว่าจะไปเป็นนักร้องได้ยังไง สุดท้ายจึงเป็นการตั้งคำถามกับตัวเอง

ซึ่งความจริงตอนนั้นก็ทำงานในโรงกลึงอยู่เลยนะ
ใช่ ความจริงง่ายๆ เลยก็คือฝันอยากเป็นนักร้อง ความจริงจะเป็นนักร้องได้ยังไง ก็ต้องไปค่ายเพลงไง แล้วค่ายเพลงอยู่ไหน ค่ายเพลงก็อยู่ในปกเทปไง ค่ายแกรมมี่ อาร์เอส มีอยู่เยอะแยะเต็มไปหมดเลย ก็ตอบตัวเองอย่างนั้น ไปเอาเบอร์ค่ายเพลงมา ความฝันมีแล้ว แต่ความจริงคือไปได้หรือเปล่า ยังไม่ได้ เพราะยังร้องเพลงไม่เก่ง เพราะฉะนั้น ไม่ต้องถามต่อเลย เพราะทุกคนรู้คำตอบอยู่แล้วว่าต้องทำยังไง ก็ต้องไปหาไอ้ความสามารถตรงนั้นของเราให้เจอ หายังไง ก็ไปเรียนไง ไปฝึก ฝึกแล้วพอไหม ไม่พอก็ต้องไปลองเล่นในผับ ไปหาประสบการณ์ แล้วก็ทำตามสัญชาตญาณ คือเอา
ความจริงกับความฝันมาบวกกัน เช่น บอกว่าหน้าอย่างเราใครจะมาแต่งเพลงให้ร้อง ใครจะมาปั้น โอเค ถ้าใครไม่ปั้นก็ฝึกปั้นตัวเองก็แล้วกัน ก็เริ่มจากแต่งเพลงเองเลย

เพื่อนๆ ที่โรงกลึงเป็นอย่างไรเวลาเห็นคุณฝึกกีตาร์หรือว่าเห็นคุณลาออกจากงาน
เราต้องอยู่กับความจริงด้วย คือตอนที่ทำงานโรงงาน ตอนกลางคืนเราก็ไปเล่นที่ผับ กลางวันก็มาทำงาน จนวันหนึ่งรู้สึกว่าเราเล่นที่ผับได้ค่อนข้างแข็งแรง เริ่มมีรายได้แล้ว ถึงค่อยมาตัดสินใจว่าจะไปร้องเพลงที่ผับแบบเต็มตัวหรือยังจะทำงานโรงงานต่อ ตอนนั้นทำงานที่โรงงานได้เงินเดือนเดือนละ 3-4 พัน แต่ร้องเพลงได้ชั่วโมงละ 120 ก็ตัดสินใจได้ไม่ยาก (หัวเราะ)

ถ้ามองย้อนกลับไป รู้สึกว่าเป้าหมายของการเป็นนักร้องในตอนนั้นมันไกลเกินไปไหม
ตอนเด็กๆ ไม่ได้รู้สึกว่าไกลเกินไปเลย ตอนนี้เสียอีกที่คิดโน่นคิดนี่แล้วไม่รู้ว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ กลับมาตรงจุดแรกคือผมรักก่อน แล้วผมเชื่อ เชื่อว่าค่ายเพลงมันหาได้ แต่เราต้องไปฝึก เริ่มจากรัก เชื่อ แล้วก็ต้องลงมือทำด้วย มีน้องคนหนึ่งเขาส่งข้อความมาว่า ทำยังไงผมถึงจะหาตัวตนเจอ โห มันเป็นคำถามที่โคตรยาก ถ้าให้ผมตอบคุณตอนนี้มันก็เป็นแค่นามธรรม แต่ถ้าคุณลงมือทำมันจะเป็นรูปธรรมทันที ความฝันมันจะเห็นผลต่อเมื่อคุณลงมือทำ รัก เชื่อ แล้วก็ลงมือทำ พอลงมือทำเสร็จ อุปสรรคมาจากไหนก็ไม่รู้ เพลงที่เคยเล่นได้ พอไปเล่นในผับกลับห่วย ร้องเสียงเพี้ยน กว่าจะขึ้นไปบนเวทีได้ก็สั่นจนเหงื่อตก ตื่นเต้น มันเป็นอารมณ์ที่โหดร้ายมากเลยนะ บนเวทีก็ร้อน แสงไฟจะส่องอะไรนักหนา ตื่นเต้นไปหมด พอเริ่มทำ อุปสรรคมันก็จะเข้ามา ตอนนี้แหละที่สำคัญมากเลยคืออย่าหยุดเชื่อ และที่สำคัญมากที่สุดคืออย่าหยุดทำ คนเราไม่ได้วัดกันที่เก่งหรือไม่เก่งนะ วัดกันที่ใครหยุดทำก่อนเท่านั้นเอง

แล้วอะไรที่ทำให้คุณไม่หยุดทำ
ก็ความรักความชอบนี่แหละ บางคนถามว่าชีวิตสิงโตเหมือนมาง่ายจังเลย ไม่มีอุปสรรคเหรอ ผมไม่ค่อยอยากพูดถึงอุปสรรคหรอก เพราะถ้าเทียบกับสิ่งที่เรารัก อุปสรรคเหล่านั้นดูเล็กน้อยมากเลย แต่ถ้าเรารักมันไม่มากพอ อุปสรรคนิดเดียวก็ไม่เอาแล้ว 

My Voice My Way cover

อย่างนี้ก็พูดได้สิว่าคนที่ประสบความสำเร็จทุกวันนี้เพราะว่าเป้าหมายของเขาใหญ่กว่าอุปสรรค
ใช่ และมีความรักมากกว่าด้วย สังเกตทุกคนเถอะว่าถ้ารักอย่างสุดโต่ง ทำอยู่แต่สิ่งนั้น มันจะไม่สำเร็จได้อย่างไร อย่างที่ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ บอกว่า ไส้แห้งมันไม่มี มีแต่กระจอกเพราะคุณไม่ได้ชอบมันจริงๆ ไปเหยาะแหยะกับมันเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าคุณรักจริงทำจริง อาชีพไหนก็ไม่มีทางไส้แห้ง

คำว่าทำจริงๆ รักจริงๆ ของสิงโตเป็นอย่างไร ฝึกเล่นดนตรีวันละกี่ชั่วโมง
ผมทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่วันนี้ฮึดมาก ซ้อม 18 ชั่วโมงรวด ถ้าทำแบบนั้นซ้อมแค่ 3 เดือน ก็จะท้อ ถ้ารักจริงก็ทำอย่างต่อเนื่องได้เองแหละ ค่อยๆ ทำไปทีละนิดๆ แต่ไม่ทิ้ง สุดท้ายเราก็ได้ทำอยู่ดี

แล้วมีช่วงเบื่อหรือช่วงที่รู้สึกว่าเหนื่อยจะตายอยู่แล้วไหม
ไม่เคยมีเลย (เน้นเสียง) ผมรู้สึกว่าเลือกทางถูกมากที่มาเล่นดนตรี มันได้พาผมไปในหลายๆ ที่ พาไปรู้จักคนโน้นคนนี้ ทำให้เรามีความสุข จากที่เคยทำงาน แลกเงิน เอาเงินไปใช้เพื่อที่จะได้มีแรงมาทำงาน มันโหดร้ายมากเลยนะ แต่พอมาเล่นดนตรีก็รู้สึกว่าเราไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน เรามีความสุขที่ได้เล่นในสิ่งที่อยากจะเล่น แล้วคนฟังก็มีความสุขที่ได้ฟังสิ่งที่เราเล่น ส่วนเรื่องเงินเดี๋ยวค่อยไปว่ากันตอนสิ้นเดือน พอเล่นดนตรี ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำงานอยู่ ซึ่งเชื่อว่านักดนตรีทุกคนก็รู้สึกแบบนี้ 

ตอนนี้ที่คนเห็นสิงโต เขาอาจเห็นในวันที่ประสบความสำเร็จแล้ว และมีโอกาสเข้ามาเต็มไปหมด แต่เขาไม่เห็นช่วงที่เดินทางอย่างโดดเดี่ยว ช่วงนั้นใช้วิธีคิดอะไรถึงผ่านมาได้
จริงๆ ก็อยากจะเล่าให้มันลำบากนะ (หัวเราะ) คนฟังเขาจะได้รู้ว่ามันลำบากยังไง แต่ว่าเล่าไม่ลงจริงๆ เพราะรู้สึกว่าเฉยๆ มาก มองย้อนกลับไปไม่มีเงินกินข้าววันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็มี อย่างที่บอกก็คือ ถ้าเราจริงจังกับมัน เอาจริงกับมัน ยังไงก็ไม่มีทางลำบากหรอก อย่างเมื่อก่อนต้องนั่งรถเมล์ไปเล่นดนตรีก็ยังมีความสุขได้ หรือบางร้านที่เคยไปเล่นอยู่ๆ ก็เจ๊ง ไม่มีที่เล่น ก็ไม่เป็นไร ไปหาร้านใหม่ เราต้องฝึกแก้ปัญหาว่าเราจะทำในสิ่งที่เรารักต่อไปได้ยังไง ผมเชื่อว่าถ้าเราซื่อสัตย์ต่องานตัวเอง ยังไงเราก็อยู่ได้ ไม่อดตายอยู่แล้ว

แล้วถ้าย้อนกลับไปวันที่ยังทำงานในโรงงาน ถ้าคุณเกิดหลงรักการทำงานในโรงกลึงจะเกิดอะไรขึ้น
ผมจะเป็นเถ้าแก่โรงกลึงที่รวยที่สุด ผมไม่รู้สึกว่าโรงกลึงด้อยด้วย แต่บังเอิญผมไม่ได้ชอบงานตรงนั้น ก็เลยไม่ได้เล่าว่าท้อแท้มาก หรือต้องร้องไห้ออกทีวี สมมติ เพื่อนผมที่ทำงานโรงกลึงกับผมเขาชอบโรงกลึงมาก เขาก็ไปศึกษา แล้วทำงานจนเก่งขึ้นๆ เพราะเขาชอบ เขาสนใจ ทุกวันนี้เขาก็คงเป็นเถ้าแก่โรงกลึงเองแล้ว

ถ้าอย่างนั้นคำตอบของคำถามที่ว่า เราจะหาตัวเองเจอได้อย่างไร คือการลงมือทำใช่ไหม
ต้องลงมือทำเท่านั้น เพราะมันยากที่จะตอบ ให้ผมตอบไปมันก็จะนามธรรม คนก็บอกว่ามันจับต้องไม่ได้ ก็พี่ทำสำเร็จแล้ว ก็ใช่ไง เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะบอกกันได้ คุณต้องไปลงมือทำเอง พอเราลงมือทำปุ๊บ ผลลัพธ์มันจะนำทางเราไปเอง

My-Voice-My-Way-r3

ขอเท้าความไปถึงสิ่งที่คุณพูดว่า ถ้าทำอะไรมากก็จะได้ดี หลายคนเลยสงสัยว่าทำไมคุณถึงพูดภาษาอังกฤษดีจัง ซึ่งล่าสุดก็กลายมาเป็นกระแสในโลกโซเชียลฯ อีกนั่นแหละ
ผมชอบครับ มันเริ่มต้นมาจากดนตรีแหละ ดนตรีไทยสากลได้รับอิทธิพลมาจากเพลงสากล ด้วยความที่เรารักดนตรีมาก อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่าต้องไปฟังเพลงสากล เพราะมันจะสอนอะไรเราเยอะมาก พอฟังเพลงสากลก็อยากฟังให้รู้เรื่องและต้องร้องได้ด้วย ก็ฝึกจนร้องได้ พอร้องได้แล้วก็ต้องไปปล่อยของสิครับ ตอนนั้นไปถนนข้าวสารเลย เล่นให้ฝรั่งดูว่าเขาฟังแล้วโอเคหรือเปล่า พอไปเล่นก็เริ่มรู้สึกว่าต้องฝึกพูดแล้วล่ะ ก็ฝึกที่ถนนข้าวสารนั่นแหละกับเพื่อนที่รู้จัก แต่ด้วยความที่ตอนเด็กๆ เราเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียน อะไรก็ไม่รู้ is, am, are อันไหนต้องเติม s หรือไม่เติมวะ แล้วไม่เติมครูก็ตีอีก เราก็เลยไม่ค่อยกล้าเอามาใช้ แต่ตอนอยู่ถนนข้าวสารก็คุยรู้เรื่องนะ you เป็นใคร มาจากไหน อะไรยังไง กินข้าวกันไหมไปกินข้าวกัน มันคือภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าถามว่ามันเปอร์เฟ็กต์ไหม มันก็ไม่หรอก พอเริ่มพูดได้นิดหนึ่ง ก็กล้าพูดมากขึ้น ก็พูดๆๆ จนสุดท้ายก็พูดได้ แต่ก็เป็นภาษาอังกฤษในแบบของเรานะ ไม่ใช่ว่าเหมือนเด็กจบนอกมาเลย เป็นแบบที่ฝรั่งคุยกับผมรู้เรื่อง คนไทยฟังก็เข้าใจ ซึ่งคนไทยฟังข่าวในวิทยุแล้วไม่เคยเข้าใจเลย แต่ทำไมมาฟังสิงโตพูดแล้วรู้เรื่องล่ะ ก็เลยเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เขาชอบสิ่งที่ผมพูด คลิปที่ผมให้สัมภาษณ์กับ BBC ก็เลยเป็นที่นิยม เพราะมันอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะแบบที่ผมพูด ใครๆ ก็พูดได้เหมือนกัน

แต่พูดคล่องมากเลยนะ
มันคล่องเพราะเราไม่ได้รู้สึกว่ากำลังพูดภาษาอังกฤษอยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราพูดภาษาอังกฤษอยู่ มันจะไม่คล่องเลย เพราะถ้าเรารู้สึกว่ากำลังพูดภาษาอังกฤษอยู่ เราจะเกร็ง จะกังวลเรื่องสำเนียง เกร็งเพื่อนข้างๆ แต่พออยู่ที่โน่นผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารระหว่างผมกับพิธีกร เอาภาษามาวางไว้ตรงกลางเพื่อให้เราสองคนเข้าใจกันได้ มันเป็นแค่เครื่องมือการสื่อสาร ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ เราก็จะกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น

แต่ชาวเน็ตก็ยังจ้องจะจับผิดอยู่ดี คนชื่นชมก็อวยกันไป แต่ก็มีบางคนมาแซะว่าเพราะมีแฟนเป็นฝรั่งเลยพูดได้
อ๋อ ก็ถูกต้องนะ เพราะมีแฟนเป็นฝรั่งก็เลยได้ฝึก แต่ก่อนที่จะไปจีบเขาก็ต้องมีอาวุธสักหน่อยนะ ไม่ใช่ว่าเจอกันแล้วทักทายว่า ‘สวัสดีครับ ผมสิงโต คือผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ถ้าคุณมาเป็นเมียผม ผมจะพูดอังกฤษคล่องมากเลย มาเป็นเมียผมนะครับ’ (หัวเราะ) ยังไงมันก็ต้องมีอะไรไปคุยกับเขาบ้างล่ะน่า ผมว่าหยุดจับผิดกันแล้วหันมาทำอะไรดีๆ กันดีกว่า สนุกกว่า

“บางครั้งเราก็ต้องหัดชื่นชมในสิ่งที่คนอื่นทำบ้าง พอถึงคราวของตัวเอง เราจะได้กล้าที่จะชื่นชมตัวเองเพราะถ้าเราไปวิจารณ์คนอื่นเยอะ พอมาถึงทีตัวเอง เราก็ไม่วายที่จะวิจารณ์ตัวเองอีกนั่นแหละก็เลยไม่ได้ทำอะไรสักที”

พูดถึงเรื่องนี้ คุณมองว่าสังคมทุกวันนี้มีแต่การจับผิดไหม
มันกลายเป็นเรื่องสนุกไปแล้ว อย่างเราคุยกันแบบนี้ก็ไม่มีความรู้สึกอะไรอย่างนั้นนะ แต่พอมีเฟซบุ๊กมากั้น มันทำให้คนเราสามารถแสดงจิตใต้สำนึกออกมาโดยที่ไม่ต้องกลั่นกรองอะไรเลย ก็เหมือนเวลาไปเขียนประตูห้องน้ำสาธารณะแหละ ‘อยากอึ๊บโทร.มาเบอร์นี้’ (หัวเราะ) เขาก็เขียนสนุกๆ ขำๆ บางคนไม่ได้คิดด้วยนะว่าจะทำจริง ถ้าเราไปเอามาคิดมาก เราเองนี่แหละที่จะแย่

ทำไมรู้สึกว่าสิงโตใช้ชีวิตแบบสบายๆ ง่ายๆ ชีวิตมันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ
คือมันเริ่มมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ถ้าอยากให้เล่าแบบลำบากก็ลำบากนะ (หัวเราะ)

เอาธรรมดาๆ ก็ได้
คือต้นทุนของผมต่ำมาก เพื่อนไปเรียน เราไม่ได้ไปเรียน ต้องทำงานในโรงงาน มันอับอายมากเลยนะว่าทำไมเราต้องมาทำงาน แล้วคนทำงานแต่ละคนก็อายุเยอะมาก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องจบ ม.6 ก่อน แล้วเราอยู่แค่ ป.6 เท่านั้น มันน้อยไป ถ้าผมคิดแบบนี้ ชีวิตของผมก็คงยังอยู่ตรงนั้น ผมก็เลยฝึกลองมองโลกในแง่ดี ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นยังไง ตอนนั้นรู้แค่ว่ากรุงเทพฯ เวิร์ก น้ำประปาอาบแล้วขาว อยู่บ้านตัวดำ ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ อาจจะมีสิทธิ์ขาว แล้วอีกอย่างคือสาวกรุงเทพฯ ก็สวย มีสิทธิ์ได้แฟนเป็นสาวกรุงเทพฯ ด้วย พอย้ายมาก็ใช้ชีวิตอยู่เอง จัดการชีวิตเอง พอลำบากก็ลำบากเอง เรามองอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้วก็เริ่มเรียนรู้ที่จะยอมรับว่า นี่แหละคือสิ่งที่เรามี และเราจะพัฒนามันยังไงให้ไปถึงจุดที่เราอยากไปอยู่ แค่นั้นเอง ก็เลยเริ่มจากทำงานโรงกลึง ฝึกเล่นดนตรีกลางคืน พอเล่นดนตรีกลางคืน คนก็รับบ้าง ไม่รับบ้าง หน้าไม่หล่อ โดนไล่ให้ไปเล่นกีตาร์ ก็ต้องไปเล่นกีตาร์ ทำยังไงถึงจะแต่งเพลงได้ ก็ต้องไปฝึกแต่งเพลง เรียกได้ว่าวิ่งเข้าหาโอกาสตลอด

ไม่เคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยหรือ
น้อยเนื้อต่ำใจน้อยมาก แทบไม่ได้รู้สึกเลย เพราะไม่มีเวลาด้วย แต่เคยมีครั้งหนึ่งที่เปิดเพลง ‘ขอ… อย่ายอมแพ้’ (ร้องเพลง) ของ พี่อ้อม สุนิสา แล้วรู้สึกว่า อะไรวะเนี่ย เสียเวลาฉิบหาย (หัวเราะ)

มารู้ตัวตอนไหนว่าเป็นการนั่งร้องไห้เป็นการเสียเวลา
ก็นอนร้องไห้อยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่ง จำได้เลยว่าเป็นวันอาทิตย์ ไม่มีงาน เหงา ร้องได้สักชั่วโมงหนึ่งแล้วถึงถามตัวเองว่า ‘ร้องแล้วใครเห็น’ มันไม่มีใครเห็น มีเราเห็นอยู่คนเดียว แล้วร้องทำไม มึงแพ้อะไร มึงมีงานทำอยู่นะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มึงก็ต้องทำงาน มึงไม่ได้แพ้อะไรเลย ไม่ได้ไปสู้กับใครเลยด้วยซ้ำ

My-Voice-My-Way-r7

หลังจากนั้นมีช่วงเวลาแบบนั้นอีกไหม
หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลย จะมีก็แค่ไม่มีตังค์กินข้าว มาม่าที่ตุนไว้ก็หมด ไม่มีงาน แล้วเพื่อนสงสาร มันเลยไปทอดไข่มาให้ คุณเชื่อไหม เวลาคนเราไม่มีอะไรกิน อะไรก็อร่อย แต่ไข่เจียวจานนั้นแม่งรสชาติห่วยแตกมากเลยนะ ผมก็บอกเพื่อนว่า ‘ไอ้ฮุย’ คือมันชื่อไอ้ฮุย ‘มึงทอดไข่อะไรมาให้กูกินเนี่ย’ มันก็บอกว่า ‘เออ มึงกินๆ ไปเถอะ รองท้องไป’ โอ้โฮ มึงไม่ใส่น้ำปลาอะไรเลย เพื่อนก็บอกว่า ‘บ้านกูไม่มีน้ำปลา บ้านกูก็ไม่มีตังค์เหมือนกัน มึงจะแดกหรือไม่แดก’ ผมตอบไปเลยทันทีว่า ‘แดก (เน้นเสียง) แต่มันไม่อร่อย’ (หัวเราะ) ผมคิดว่าสมัยนี้ทุกอย่างมันพร้อมไปหมด เครื่องดนตรีก็พร้อม หลายคนก็ยังบอกว่าตัวเองไม่พร้อมสักที ไม่กล้าทำอะไรสักที รอให้มันเปอร์เฟ็กต์ โดยที่ไม่รู้ว่าความเปอร์เฟ็กต์ที่รออยู่มันจะมาเมื่อไหร่ สมัยนั้นมันรอให้พร้อมไม่ได้ มันต้องไปแล้ว อย่างตอนเด็กๆ ผมไปออดิชันในผับ มือกลองต้องไปตัดกิ่งไม้มาทำเป็นไม้กลองเพื่อออดิชัน กีตาร์ก็พังๆ พอเล่นจบลูกค้าก็ชี้หน้าด่าว่าโคตรห่วยเลย แต่ก็ต้องเล่นให้จบ คือเห็นเครื่องดนตรีก็ท้อแล้ว ทุกอย่างมันดูเหมือนจะไม่พร้อมก็จริง แต่มันก็พร้อมเท่าที่เรามี เพราะถ้ารอให้พร้อม เราจะไม่เคยพร้อมอะไรเลย คนเราไม่ใช่ว่าจะไปวิจารณ์คนอื่นอย่างเดียว แต่ตัวเองไม่ทำอะไรเลย ผมเคยอ่านเจอในหนังสือ เขาบอกว่า บางครั้งเราก็ต้องหัดชื่นชมในสิ่งที่คนอื่นทำบ้าง พอถึงคราวของตัวเอง เราจะได้กล้าที่จะชื่นชมตัวเอง เพราะถ้าเราไปวิจารณ์คนอื่นเยอะ พอมาถึงทีตัวเอง เราก็ไม่วายที่จะวิจารณ์ตัวเองอีกนั่นแหละ ก็เลยไม่ได้ทำอะไรสักที

รู้ไหมว่าตอนที่เตรียมคำถามมาสัมภาษณ์ เราอยากจะถามถึงจุดที่แย่ที่สุดในชีวิตของคุณก่อนจะมายืนอยู่ ณ วันนี้ พอคุยไปคุยมากลับไม่รู้เลยว่าจุดที่แย่ที่สุดของคุณคือตอนไหน
ผมไม่ได้คิดว่ามันแย่ อย่างตอนพ่อแม่แยกทางกัน ผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่มากนะ เหมือนเข้าใจว่าเขาต้องแยกกัน บางครั้งเราต้องอยู่กับแม่ บางครั้งต้องไปอยู่กับยาย หรือเคยต้องไปอยู่ในยุ้งข้าว คือเป็นบ้านป้า แล้วพ่อไปอยู่อีกที่หนึ่ง พ่อก็เลยสร้างห้องให้ตรงยุ้งข้าว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ก็ดีกว่านอนวัด หรือไม่มีที่อยู่หรือเปล่า ก็ต้องนอนที่นั่นคนเดียว ทำอะไรคนเดียว ซักผ้าเอง หาข้าวหาปลากินเอง แต่ก็ไม่รู้จะบิลด์ตัวเองทำไม คืออยากจะเล่าให้รู้สึกลำบาก แต่มันก็ไม่ได้ลำบากอีก ตั้งแต่เด็กก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันลำบาก

ในวงการเพลงตอนนี้ดูเป็นเรื่องยากในการที่จะอยู่ให้รอด ในขณะที่ก็ยังมีคนอยากเป็นนักดนตรี นักร้องมากมาย ซึ่งการเป็นนักดนตรีหรือนักร้องในทุกวันนี้ยังถือเป็นความฝันที่ดีอยู่หรือเปล่า
ตอนที่ผมกำลังจะทำอัลบั้มใหม่ๆ ผมเคยถามรุ่นพี่คนหนึ่งว่า ‘พี่ ทำอัลบั้มยุคนี้มันเป็นยังไงบ้าง’ พี่เขาก็ตอบว่า ‘แม่งยากว่ะ คือถ้ามึงออกตั้งแต่ประมาณ 10 ปีที่แล้วเหมือนพวกกูนี่นะ ยังพออยู่ได้ แต่พอมึงออกสมัยนี้นะ แม่งโคตรยากเลย’ แต่ผมไม่เชื่อ แล้วก็ผมมาถึงจุดนี้ได้ หลังจากนั้นก็มีคนมาบ่นให้ผมฟังอีกว่า ออกเทปในยุคปัจจุบันนี้มันยาก ไม่เหมือนยุคที่สิงโตออก ผมก็คิดว่า เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงยังมีวงแบบ The Parkinson ล่ะ เพราะฉะนั้น เลิกพูดได้แล้วว่าออกอัลบั้มยุคนี้ไม่เหมือนยุคโน้น เพราะถ้าเกิดคิดว่าออกอัลบั้มยุคนี้ไม่ดีเท่ายุคก่อน ลองหันไปมองคนยุคก่อน คนที่ประสบความสำเร็จเขาก็คงไม่ได้มานั่งคิดว่ามันยาก ก็คุณมัวแต่คิดว่ามันยาก คิดว่าไม่ได้ สุดท้ายมันก็เลยไปฝังในสมองคุณไง เพราะคุณเชื่ออย่างนั้น เพราะฉะนั้น มันไม่ได้อยู่ที่อะไรหรอก ไม่ได้อยู่ที่ใครเก่งไม่เก่ง ไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจเพลงซบเซา แต่อยู่ที่คุณทำหรือคุณหยุดทำแค่นั้นแหละ แต่ถ้าคุณยังทำอยู่ ยังไงคุณก็มีฐานแฟนเพลง ยังไงคุณก็ขึ้นไปเรื่อยๆ

ประเด็นอยู่ตรงที่เวลาจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งคนเรามักจะต้องเจอกับคำว่า ‘คุ้มไหม’ ซึ่งจริงๆ คำนี้ก็เหมือนเป็นการปิดกั้นตัวเองเหมือนกันนะ คุณคิดแบบนั้นไหม
คำว่าคุ้มนี่ก็คนละประเด็นแล้ว มันเป็นประเด็นที่ทำเพราะไม่ได้รัก ทำเพราะหวังอะไรสักอย่างจากสิ่งสิ่งนั้น คือไม่ได้ทำเพราะรู้สึกอยากทำ ไม่ได้สนุกไปกับมัน แต่เป็นการทำเพราะหวังอะไรบางอย่างจากมัน เช่น ถ้าเปิดร้านเฉาก๊วยก็คิดว่าเราจะได้กำไรสักเท่าไหร่วะ โอ้โฮ ไม่คุ้ม เจ๊งแน่นอนเลย กับอีกคนหนึ่งบอกว่า ผมรักเฉาก๊วยมาก ผมอยากให้ทุกคนได้ชิมเฉาก๊วยที่อร่อยที่สุด แล้วสุดท้ายใครที่จะได้กำไร ใครที่จะประสบความสำเร็จ ผมว่าน่าจะเป็นคนหลังที่มีความสุขกับการได้ขายเฉาก๊วยนะ 

 

ความคุ้มของคุณคือการได้ทำหรือเปล่า
ความคุ้มคือการได้ทำ แล้วอย่างที่บอกก็คือพอของของเราดี เพราะเราใส่ใจ ยังไงคนก็ชอบของดี

My-Voice-My-Way-r5

ตอนนี้ได้ยินว่าคุณกำลังจะไปอังกฤษ และเดินทางเยอะมาก ทั้งหมดนี้คือไปเล่นดนตรีใช่ไหม
ใช่ครับ เป็นเพลงภาษาอังกฤษ เป็นโปรเจ็กต์พิเศษที่ What the Duck ทำร่วมกับ Karma Sound Studios ซึ่งเขาก็อยากจะทำงานกับศิลปินที่ร้องภาษาอังกฤษได้ เพื่อที่จะส่งไปขายที่อังกฤษ ก็เลยทำเป็นซิงเกิ้ลกันขึ้นมา ไม่ได้โกอินเตอร์นะ เพราะโกอินเตอร์ดูเหมือนจะไม่ได้กลับมา คือผมเคยมีอัลบั้มที่แปลงจากเนื้อเพลงภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเขาก็ได้ยินอัลบั้มนั้น เขาก็เลยสนใจอยากจะทำงานด้วย ตอนนี้กำลังจะไปอังกฤษ แล้วก็มีการเดินสายโปรโมตเพลง ไปเล่นที่คลื่นวิทยุ เล่นตามคอนเสิร์ตเล็กๆ ก่อน หลังจากนั้นก็จะทิ้งทวนด้วยการเล่นให้คนไทยในอังกฤษฟัง

ถือว่าไปไกลมากเลยนะ ถ้าคิดเล่นๆ ว่ามาจากบุรีรัมย์
ใช่ครับ คือมันก็มีอะไรให้เราอยากไปต่อ อย่างที่บอกถ้าหยุดแค่นี้ ก็อยู่แค่นี้ แต่ดนตรีมันสนุกเกินกว่าที่จะหยุดทำอยู่แค่นี้ เพราะพอมีโอกาสเข้ามาแล้วเรารู้สึกว่าเราทำได้ อย่างให้ทำเพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งเราก็ฝึกภาษามาตั้งแต่เด็ก เพราะอยากจะร้องเพลงสากล ฝึกร้อง ฝึกพูด ความพร้อมมาเจอกับโอกาสมันก็เลยไปด้วยกันได้ 

ย้อนกลับไปตอนนั้นที่สัมภาษณ์กับ BBC ได้เป็นเพราะอะไร
ก็ไปเล่นที่อังกฤษก่อนหน้านี้ จริงๆ มันเป็นที่ที่ Ed Sheeran หรือ Adele เคยเล่น เป็นผับเล็กๆ ซึ่งจะมีพวกโบรกเกอร์ และค่ายเพลงไปดู เขาก็ให้ผมไปเล่นที่นั่น ทีนี้ทีมงาน BBC ไปเห็นผมเล่นก็เลยสนใจ ก็เลยเรียกไปสัมภาษณ์ ไปโปรโมตเพลง และบอกเขาว่าเดี๋ยวจะมีเพลง official ให้ได้ฟังกัน ตอนแรกก็ไม่ได้บอกแฟนๆ ในไทย เพราะไม่รู้ว่าคนจะอยากฟังไหม ทีนี้บังเอิญอยู่ดีๆ คนไทยสนใจ ก็แจ็กพ็อตเลย คนเลยรู้ว่ากำลังจะออกเพลงสากล

ทั้งหมดที่คุยมานี้ บางทีอาจจะมีคนอ่านแล้วเขารู้สึกว่าเรื่องราวของคุณเป็นแรงบันดาลใจที่ดีของเขา แต่หลายคนเวลาเกิดแรงบันดาลใจก็จะมีแรงฮึดและฮึกเหิม แต่เวลาผ่านไปไม่นานเขาก็จะหยุดอยู่แค่นั้น คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร
อันนี้ตอบยากเหมือนกัน แต่ถ้าอยากจะให้ผมแนะนำ ก็คือสิ่งที่ผมใช้อยู่ในทุกวันนี้คือ ชอบ เชื่อ ทำ พอทำปุ๊บก็อย่าหยุดเชื่อ และอย่าหยุดทำ มันอาจจะเป็นเพราะว่าพอทำเสร็จปุ๊บ อาจจะเจออุปสรรค แต่จริงๆ ผมมองว่ามันไม่ใช่อุปสรรคอะไรเลย แต่เป็นแค่ขั้นตอนหนึ่งที่ทำให้เราได้ก้าวต่อไป อย่างทำงานออกมาชิ้นหนึ่งเป็นงานที่เราคิดว่าเจ๋งที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายกลับพังไม่เป็นท่า อันนั้นก็จะทำให้เราได้รู้ว่าทำแบบนั้นมันล้มไง ครั้งต่อไปก็จะได้รู้ว่าอย่าไปทำแบบนั้น มันเป็นแค่ขั้นตอนหนึ่ง ไม่ได้ล้มเหลว แต่เป็นสิ่งที่บอกว่าแบบนั้นไม่เวิร์กนะ ลองทำอีกแบบดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นบันไดขั้นแรก แต่ถ้าไม่ก้าวเลยก็จะไม่มีทางรู้ว่าอันนั้นไม่เวิร์ก

“มีน้องคนหนึ่งเขาส่งข้อความมาว่า ทำยังไงผมถึงจะหาตัวตนเจอ โห มันเป็นคำถามที่โคตรยาก ถ้าให้ผมตอบคุณตอนนี้มันก็เป็นแค่นามธรรม แต่ถ้าคุณลงมือทำมันจะเป็นรูปธรรมทันทีความฝันมันจะเห็นผลต่อเมื่อคุณลงมือทำ”

ทุกวันนี้ยังต้องวิ่งหาโอกาสอยู่บ้างหรือเปล่า
วิ่งอยู่ เพราะผมชอบ อย่างจะไปอังกฤษ ถ้าผมไม่ไปเล่นในผับเล็กๆ แล้วปล่อยเพลงไปอย่างเดียว เพราะคิดว่าฉันเป็นศิลปินใหญ่ของเมืองไทย ฉันไม่เล่นที่เล็กๆ ก็ไม่ใช่ ก็ยังต้องไปเล่น วิ่งหาโอกาส ต้องไปทำให้รู้ เพราะถ้าไม่ทำเราก็ไม่รู้

อยู่เมืองไทยเวลามีคอนเสิร์ตบัตรขายหมดทุกรอบนะ มีคนดูติดตามตลอด แต่ไปอยู่อังกฤษไม่มีคนดู รู้สึกอะไรไหม
ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะเรานับหนึ่งใหม่ เพิ่งเริ่มต้น ไม่เสียเซลฟ์อะไรเลย อย่าว่าแต่อังกฤษเลย ไปเล่นในเมืองไทยบางที่เขาก็ไม่ว่างมาดู เขาอาจจะเจอฝนตก รถติด แต่เราจะไปทิ้งคนที่มาได้ยังไงล่ะ คนที่มาเขาก็อยากจะสนุก เราก็ต้องทำให้เขาสนุกที่สุด คืออย่าไปคิดว่าทำไมคนมาน้อย เพราะนั่นคือเห็นแก่ตัว เราต้องนึกถึงคนที่มาดูด้วย เขาก็อยากมาดู อยากสนุกไง 

เท่าที่ฟังดูรู้สึกว่าคุณไม่ค่อยมีอีโก้เท่าไหร่นะ หมายถึงคุณก็เป็นศิลปินใหญ่แล้ว
เรื่องอีโก้นี่ฝึกตั้งแต่เล่นดนตรีกับเพื่อนตอนเด็กๆ คือมีอีโก้นะ แต่เคยเอามาใช้แล้วไม่เวิร์ก สมมติเล่นดนตรีกับเพื่อนก็ทะเลาะกัน ทำไมเล่นอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เปลี่ยนเพลงก็ไม่เล่น ให้ลดคีย์ก็ไม่ลด จะเล่นแบบนี้ ใครมาปรับกีตาร์ก็โกรธ ปรากฏว่าไม่เวิร์กเลย ยิ่งถ้าเกิดเป็นคนแบบนั้นแล้วมาโดนชาวเน็ตรุมด่าชีวิตก็คงไปต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องไหนที่มีอีโก้ได้ก็มีไป แต่เรื่องไหนที่งี่เง่าก็อย่าเอามาใช้ เพราะอีโก้กับงี่เง่าบางทีก็แยกกันไม่ออกนะ แต่ตอนเด็กๆ ผมเรียกมันว่างี่เง่ามากกว่า เพราะไม่ได้มองความเป็นจริง จะเอาแต่ใจ ก็เลยรู้สึกว่าอีโก้นี่ใช้ไม่ได้หรอก คนเราต้องเปิดรับด้วยสติ กลั่นกรองในสิ่งที่ควรจะเป็น แล้วเอาตรงนั้นมาใช้

เรื่องนี้ไม่ถามคงไม่ได้ เพราะคุณมีลูกแล้ว ทีนี้อยากรู้ว่าพอมีลูกแล้ววิธีคิดในการใช้ชีวิต และการมองโลกเปลี่ยนไปเยอะไหม
เราก็ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ผมก็เพิ่งมีลูกได้ 1 ขวบกับ 8 เดือน จะไปบอกว่าตัวเองรู้เรื่องเหมือนพ่อที่มีลูกอายุ 15 ก็ไม่ได้ ลูกก็ทำให้เราค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นวิธีที่จะสอนลูก ผมดูหนังของ วิล สมิธ เรื่อง The Pursuit of Happyness มีฉากหนึ่งที่ลูกกำลังเล่นบาส แล้วพ่อก็บอกว่า อย่าทำเลย ทำไม่ได้หรอก แล้วลูกก็เขวี้ยงลูกบาสทิ้ง พ่อจึงเข้าไปบอกว่า อย่าให้ใครมาบอกว่าลูกทำอะไรไม่ได้นะ แม้กระทั่งตัวพ่อเองก็ไม่ได้ ผมก็เลยคิดว่าอันนี้แหละที่จะเอาไว้สอนลูก แล้วก็จะบอกลูกว่ามันจริง เพราะพ่อลองมาเรียบร้อยแล้ว ความฝันของลูกกับความฝันของเพื่อน ภาพความคมชัดมันต่างกัน

แล้วเรื่องที่ได้เรียนรู้จากลูกตอนนี้คืออะไร
ต้องตื่นเช้า เพราะเขาตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เมื่อก่อนนี่คือนอนถึงไหนถึงกัน ตอนนี้ 6 โมงเช้าก็ต้องรีบตื่น เพราะถ้าไม่ตื่นเขาก็จะแกล้งเราด้วยการเอานิ้วไปแหย่ปลั๊กไฟ เราก็ห่วง ก็เหมือนมีอีกชีวิตหนึ่งมาให้รับผิดชอบ แต่ก็ไม่อยากใช้คำว่ารับผิดชอบ เพราะเรายินดีที่จะอยู่กับเขา รับผิดชอบฟังดูเหมือนเป็นภาระ แต่เรารู้สึกโอเค มีลูกแล้วดีมาก มีความสุข ถ้ารอให้พร้อมคงไม่มีทางพร้อมหรอก

เท่ากับว่า ‘ครอบครัวเป็นสุข มีลูกเมื่อพร้อม’ ใช้ไม่ได้กับคุณใช่ไหม
ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่าเราพร้อม เราพอ และพอดีตรงไหน บางทีเราไม่รู้ไง พอไม่รู้ว่าพร้อม และพอดีตรงไหน เราก็จะไม่พร้อมไปเรื่อยๆ

คุณจัดการกับความรัก ความสัมพันธ์ในวันนี้อย่างไร
ใจเขาใจเรา อันนี้สำคัญมาก อย่างแฟนเป็นชาวต่างชาติ เราก็ต้องรู้ว่าคนอเมริกันเขาทำยังไง ผู้ชายอเมริกันเขาซักผ้าได้นะ ล้างจานได้ ทีนี้ถ้าเกิดเรามาคิดว่าฉันเป็นคนไทย เป็นหัวหน้าครอบครัว เธอต้องทำงานบ้าน คงมีแต่แตกแยกล่ะครับ จนพ่อเข้าใจว่าเรากลัวเมีย ซึ่งจริงๆ ก็กลัวแหละ แต่เกรงใจ และให้เกียรติเขาด้วยมากกว่า จะมาบอกว่าเราเป็นใหญ่อย่างเดียวไม่ได้ เขาก็เป็นผู้นำได้เหมือนกัน

ทำไมถึงตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฮาวายว่า ‘ไค’
เพราะเราแต่งงานกันที่ฮาวาย ทีนี้ผมก็ยกให้แฟนตั้งชื่อลูกเลย ไม่กล้าตั้งเอง เพราะถ้าตั้งเองปุ๊บ ก็ต้องมานั่งคิดว่า โอ้โฮ เกิดวันที่ 6 ป.ปลา เป็นกาลกิณี ต้องเอา บ.ใบไม้ มาเสริม คงยุ่งยากไปหมด ตั้งเป็นภาษาอื่นไปเลยแล้วกัน ก็เลยยกให้แฟนตั้งเลย อย่างของผม นำโชค ซึ่ง ค.ควาย เป็นกาลกิณี เขาให้เปลี่ยนเป็น ก. ไก่ แล้วความหมายมันจะออกมาเป็นยังไงล่ะ ตั้งชื่อไทยยากมาก แต่เราก็เคารพกติกานี้ด้วยการไปตั้งชื่อเป็นภาษาอื่น

My-Voice-My-Way-r6

 

media-top