ย้อนกลับ
ถัดไป

The End is  a New Beginning จุดจบที่ เริ่มต้น ใหม่

 

จุดสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง แท้จริงแล้วก็คือจุดเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่ง นี่ไม่ใช่เพียงแค่คำคมเท่ๆ และไม่ใช่เพียงแค่คำสอนธรรมะน่าเบื่อ แต่มันคือความจริงของทุกสิ่งทุกอย่างใกล้ตัวเรา เอาง่ายๆ เลย ลองดูรายการทอล์กโชว์ระดับตำนานอย่าง เกิดมาคุย ที่เคยสร้างกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ได้ทุกเช้าวันจันทร์ ทุกออฟฟิศ ทุกสภากาแฟ จะต้องเอาประเด็นในรายการมาวิพากษ์-วิจารณ์กัน และบางทีก็ลามปามมาถึงแขกรับเชิญและตัวพิธีกรที่โดนด่าทอสาปแช่งกันแบบสาดเสียเทเสีย

‘วู้ดดี้’วุฒิธร มิลินทจินดา ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเปลวไฟร้อนแรงของคาแร็กเตอร์รายการสุดแสบสันต์ ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นและทำหน้าที่เป็นพิธีกรมายาวนานเกือบทศวรรษ

เมื่อเวลาผันผ่านไป รายการก็ถึงคราวยุติลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความฉงนสงสัย แฟนรายการบางคนเสียดาย ในขณะที่บางคนตั้งข้อครหานินทาเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ

_g4a5507ณ จุดสิ้นสุด สิ่งใหม่ย่อมผุดกำเนิดขึ้น บ่ายๆ ตอนปลายเดือนที่ผ่านมา a day BULLETIN แวะไปหาวู้ดดี้ เพื่อพูดคุยเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ วู้ดดี้ได้บอกเล่าความเป็นมาและความเป็นไปทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา

ในขณะที่ช่วงปีที่ผ่านมา โลกของเทคโนโลยีสื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โลกภายในตัวเขาเองก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เขาไม่ได้อยากทำตัวให้ร้อนแรง เขาไม่ได้สนใจเรื่องเรตติ้ง เงินทอง หรือว่าชื่อเสียง แต่เขากำลังเริ่มต้นออกเดินทางค้นหารูปแบบรายการ บทบาทของสื่อ และวิถีชีวิตที่ให้ความสุขสงบอยู่ภายใน เขามาถึงจุดเปลี่ยนทางความคิด เขาเติบโต เปลี่ยนแปลง และก้าวไปสู่สภาวะใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม รายการใหม่กำลังจะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ สื่อใหม่ รูปแบบใหม่ และตั้งอยู่บนฐานความคิดแบบใหม่ของผู้ชายคนนี้

เพราะสรรพสิ่งไม่มีสูญหายไปจากโลก มันเพียงแค่ทรุดโทรม เก่าคร่ำคร่า ล้มพังกลายเป็นธุลีดิน ก่อนจะแปรเปลี่ยนสภาวะไปสู่สิ่งใหม่ เป็นจุดกำเนิดให้กับสิ่งดีงามที่มีพัฒนาการสูงขึ้นไปก่อนที่จะได้ติดตามสิ่งใหม่ในปี 2017 ของผู้ชายที่ชื่อ ‘วู้ดดี้’ – วุฒิธร มิลินทจินดา เรามานั่งจับเข่าคุยกับเขาแบบเปิดอกในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

“เอ๊ะ ก็เราชอบไม่ใช่เหรอ เรตติ้งสูงๆ ผมตอบตัวเองว่า ใช่ เราชอบ แต่พอโดนคนด่าเยอะๆ ต่อเนื่องไปนานๆ ผมกลับบ้านแล้วนอนร้องไห้อยู่คนเดียว คิดไปคิดมา ต้องมีอะไรผิดปกติในงานนี้แน่ๆ
นี่อาจจะไม่ใช่งานที่เรามีความสุขอย่างแท้จริง”

ช่วงปี 2016 ดูเหมือนมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิตคุณ

นั่นสิ ชีวิตผมมักจะเป็นแบบนี้ คือมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมักจะเกิดขึ้นทุกๆ 9 ปี อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ ปีที่ผ่านมาผมเปลี่ยนเยอะจริงๆ นี่ผมกำลังจะย้ายบ้านใหม่ด้วย และล่าสุดก็เปลี่ยนสถานภาพการทำงาน ตำแหน่งของตัวเอง รูปแบบการทำงาน ทุกๆ 9 ปีนี่จะมีอะไรเกิดขึ้น แปลกมากเลยสำหรับชีวิตผม เลข 9 กลายเป็นเลขมหัศจรรย์ บางคนอาจจะถือเอาเลข 7 อย่างพวกคู่แต่งงานที่เบื่อกันแล้ว เขาก็เรียกว่า ‘7-years itch’ ใช่ไหม แต่ของผมขอเรียกว่า ‘9-years change’ ก็แล้วกัน ตั้งแต่เด็กก็เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ด้วยความที่เป็นลูกนักการทูต บ้านเราก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนเมืองที่อยู่อาศัย สิงคโปร์ นิวยอร์ก เมืองไทย พอกลับมาอยู่ไทยก็เริ่มต้นทำงาน มีความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นดีเจวิทยุ วีเจรายการทีวี แล้วก็ผันตัวเองไปเป็นผู้จัดรายการ ย้ายไปทำงานอยู่เบื้องหลัง จนมาเป็นเบื้องหน้าในรายการ เกิดมาคุย อย่างที่เห็นกันมา

แต่ไม่ว่าสิ่งภายนอกเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตผม ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้เคยทำไว้ ได้กลายเป็นการฝังรากไว้แล้ว เป็นการปลูก เป็นการลงทุน ดังนั้น ต่อจากนี้ไป ถึงแม้ว่าผมจะเดินหน้าจากไปแล้วไปทำอย่างอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เคยทำไว้จะสูญเปล่า หรือจะไม่มีผลต่อเนื่อง หรือจะไม่ได้รับการสืบทอดต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนเราเคยทำไว้นั้น เราก็กลายเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันไปแล้ว

ผลของการกระทำของเรา ล้วนกลายเป็น ‘Personal Branding’ ของเราเช่นกัน พูดประมาณนี้ได้ไหม

(หัวเราะ) คำถามนี้ยากจังนะ คือผมไม่อยากจะอธิบายเรื่องนี้ด้วยมุมมองแบบนักการตลาดเลย และผมก็ไม่อยากจะแสดงออกว่า แหม นี่ผมมั่นใจในตัวเองเสียเหลือเกิน แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ และผมก็สามารถพูดเช่นนั้นได้เต็มปากเต็มคำ ซึ่งผมว่าเราทุกคนก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน ณ วันนี้ ผมมั่นใจกับแบรนด์ของตัวเองมาก นี่คือสิ่งที่ผมกินนอน อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด คนเราก็เป็นเช่นนี้ ตอนแรกๆ แบรนด์ของเราก็จะเริ่มเกิดขึ้นมาแบบงงๆ ใช่ไหม ตอนยังเด็กเราก็จะไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป แต่พอเราเติบโตขึ้นมา เราจะค่อยๆ เรียนรู้และค้นพบว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างแท้จริง จนถึงจุดที่แบรนด์ของเราสุกงอมเต็มที่ ก็คือการตื่นรู้ว่าตัวเอง ต้องการอะไรจริงๆ เมื่อถึงจุดนี้แล้ว เราจะรู้สึกว่า โอ้โฮ ต่อไปนี้เราจะไปไหนก็ได้เลยนะ อย่างผมเองตอนนี้ถ้าไปนอนข้างถนนก็มีคนรู้จัก ผมไปไหนก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ไม่มีกรอบ ไม่มีความเป็นไปไม่ได้ในการใช้ชีวิต

นอกจากตัวเราเองแล้ว ส่วนหนึ่งคงเพราะเทคโนโลยีข้างนอก

นั่นด้วยที่ช่วยเรา แน่นอนๆ ผมต้องขอขอบคุณ คุณมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก (หัวเราะ) ขอขอบคุณ คุณสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งจริงๆ แล้วจะว่าไปเราทุกคนควรจะต้องรู้สึกขอบคุณโลกใบนี้นะ นับไล่มาตั้งแต่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่สั่งสมความรู้และโอกาสทั้งหลาย ผมอยากขอบคุณทุกคนเลย อยากเอ่ยชื่อทุกท่าน พระพุทธเจ้า ทะไลลามะ มหาตมะคานธี โทมัส เอดิสัน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และที่พิเศษที่สุด ผมขอบคุณ คุณวิทวัส สุนทรวิเนตร์ และ อาต๋อย ไตรภพ ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานพิธีกร มาจนทุกวันนี้ ผมเองไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นใคร ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นคนไทยที่ต้องทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นมิลินทจินดา ผมมองว่าตัวเราและโลกเป็นสิ่งเดียวกัน คนทั้งโลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกคนเชื่อมโยงถึงกัน ผมเชื่อว่าเราทุกคนบนโลกมีสิทธิที่จะยืนบนผืนดินทุกตารางนิ้วบนโลกโดยเท่าเทียมกัน คนอเมริกันมาอยู่ในเมืองไทย วู้ดดี้ก็ไปอยู่สหรัฐอเมริกา ผมมีเพื่อนที่ประเทศนอร์เวย์ ทุกครั้งที่เราพบกัน ผมกอดเขา สัมผัสเขา นี่คือสิ่งที่เรามักจะมองข้ามไป ว่าเราเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน แล้วเราก็ยังไม่รู้ตัวเอง พอเกิดมาเราก็ชอบแบ่งแยก คุณขาว คุณดำ คุณจีน คุณฝรั่ง สุดท้ายก็แตกแยกกัน ทั้งที่จริงแล้วเรามาจากผืนดินเดียวกัน เติบโตขึ้นมาด้วยกัน

ดังนั้น ถ้าจะตอบคำถามของคุณ ที่ว่าเราทุกคนล้วนเป็นวันหนึ่งของโลกภายนอกใช่ไหม ผมก็บอกว่าใช่ เพราะเราทุกคนเป็นพี่น้องกันหมด เวลาทำงานสัมภาษณ์ ผมเดินทางไปพบกับผู้คนมากมายทั่วโลก ก็รู้สึกว่าคนเหล่านั้นเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน แม้กระทั่งคนที่ชอบมาวิจารณ์ผมเสียๆ หายๆ เราก็เป็นครอบครัวเดียวกันด้วยเช่นกัน พอคิดได้แบบนี้ ผมก็ไม่ค่อยโกรธหรือเกลียดใคร อย่างสมัยก่อนเวลามีใครมาวิจารณ์ ผมรู้สึกว่า อะไรกัน มึงไม่ใช่ครอบครัวกู มึงมาตัดสินกูได้ไง ในขณะเดียวกัน นั่นผมก็กำลังตัดสินเขาด้วยเช่นกัน จริงไหม? คุณมองไปรอบๆ ห้องของเราตอนนี้สิ เราเป็นพี่น้องกันนะ (สูดหายใจยาวๆ หยุดนิ่งชั่วขณะ) คิดได้แบบนี้จิตใจเราก็เบาสบาย อยากออกเดินทางไปไหนต่อไหน อยากพบปะพูดคุยกับผู้คนมากมาย

ย้อนกลับ
ถัดไป