ย้อนกลับ
ถัดไป

ณ วันนี้ คุณยังรู้สึกไม่มีเวลา หรือยังทำอะไรรีบๆ อยู่หรือเปล่า

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผมไม่ค่อยรีบร้อนกับเรื่องอะไรแล้ว กิจวัตรประจำวันและการทำงานต่างๆ ค่อนข้างลงตัว คือถ้ารู้ล่วงหน้าว่าต้องทำอะไร เรามีเวลาแค่ไหน ก็พอจะสามารถบริหารจัดการได้ มันก็เหมือนหนึ่งในหัวใจของวิชาการจัดการนั่นแหละ ผมตื่นนอน 3.50 น. ทุกวัน เข้านอน 22.00 น. ทุกวัน ดังนั้น เวลารวมๆ แล้วในแต่ละวันก็ยังเท่ากับคนอื่น เพียงแต่การตื่นเช้านั้นมีข้อดีกว่า เพราะเวลาเช้ามืดเป็นช่วงเวลาสงบ ไม่มีใครมารบกวนเรา เป็นเวลาของเราอย่างแท้จริง ได้ออกกำลังกาย เสร็จแล้วก็ใช้เวลากับครอบครัว ไปถึงที่ทำงานแต่เช้าทุกวัน ใช้เวลาตอนนั้นนั่งเคลียร์งานให้เสร็จก่อน เพื่อที่พอทุกคนมาถึงออฟฟิศ ก็จะเริ่มการประชุมได้เลย ถ้าเกิดวันไหนไปถึงออฟฟิศสาย นั่นก็เท่ากับว่าวันนั้นยังไม่ได้ทำงานอะไรเลย พอเข้าไปถึงปุ๊บ ก็เริ่มประชุมเลย เสียเวลาไปอีกหนึ่งวัน

ทำไมในยุคสมัยของเรา เวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เวลาเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราในหลายมิติ มีเวลาของแต่ละบุคคล และก็มีเวลาของประเทศชาติส่วนรวม ในแต่ละวันเราปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่ทันคิด ทั้งที่ความจริงแล้วเวลาเป็นสิ่งเดียวที่ทุกคนมีเท่ากัน ไม่ว่าจะคนจนหรือคนรวย ไม่ว่าประเทศยากจนหรือว่าประเทศร่ำรวย ผมว่าจุดเปลี่ยนคือเราจะใช้สินทรัพย์เวลาตรงนี้ต่างกันอย่างไร ประเทศจะเป็นประเทศที่พัฒนาหรือด้อยพัฒนา ก็มาจากการใช้เวลา มันคือสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ทุกคนมีเท่ากันหมด ถ้าอย่างอื่นก็อาจจะมีต่างกัน เรื่องที่ตั้ง ภูมิศาสตร์ หรือเรื่องอะไรต่างๆ แต่ถ้าเวลา ยังไงๆ เราก็มีเท่ากัน นี่มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องบริหารจัดการให้ได้

ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งก็คือการปฏิวัติเรื่องเวลาด้วย เพราะกระบวนการผลิตได้ย่นระยะเวลาทั้งหมดลง ย่นระยะเวลาของโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้าจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ในทุกส่วนของการปฏิวัติอุตสาหกรรม การย่นเวลาได้ถูกฝังลงไปในกระบวนการของแต่ละอุตสาหกรรมด้วย ถ้าเราใช้แรงงานคน ก็ใช้เวลาจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าหันมาใช้เครื่องจักรในการผลิตแทน ก็จะเวลาลดลง ซึ่งแท้จริงแล้วเวลาคือต้นทุนทั้งหมด เป็นหัวใจของการปฏิวัติอุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้ ค่าเสื่อมอายุ ดอกเบี้ย ค่าแรง ทุกอย่างล้วนถูกคิดคำนวณเป็นวินาที แต่เราส่วนใหญ่มองข้าม คิดไม่ถึง ก็อย่างที่ผมบอกว่าเรื่องเวลาเราจะเห็นไม่ชัดเหมือนวัตถุสิ่งของมีค่าอื่นๆ ทั้งที่จริงแล้วมันคือหัวใจ ซึ่งถ้ามองดูในงบการเงินบริษัทให้ดีๆ เรื่องเวลากลายเป็นสิ่งที่เราต้องจ่ายไปเยอะมากในรูปของค่าแรง ค่าเสื่อม ค่าดอกเบี้ย

เทคโนโลยีทำให้เราประหยัดเวลา หรือจริงๆ แล้วทำให้เราเสียเวลามากกว่า

ก็แล้วแต่ว่าเรากำลังอยู่ที่สเตจไหนของการพัฒนาเทคโนโลยี คือถ้าอยู่ในสเตจแรกที่เป็นการอยู่ในขั้นตอนของพัฒนาการ เราเพิ่งเริ่มต้นนำมาใช้งาน อาจจะมองว่ามันทำให้เราเสียเวลา เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา คุณนึกภาพกราฟแบบ S Curve ในช่วงแรกเราต้องลงทุนเวลาเพื่อพัฒนาขึ้นมา แต่พอเราสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาได้แล้ว หลังจากนั้นก็จะเร็วขึ้น เทคโนโลยีคือการลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรพวกนี้ไม่ได้คิดแทนคน มันเพียงแค่ช่วยทำงานซ้ำๆ แทนเรา แต่มันตัดสินใจแทนเราไม่ได้ การตัดสินใจก็เป็นงานของคนอยู่ดี เครื่องจักรคือเครื่องมือที่ใช้ทำงานซ้ำๆ เพื่อลดงานซ้ำๆ ของเรา ดังนั้น ยิ่งเราไปลดงานซ้ำๆ ก็กลายเป็นว่าเราต้องไปเพิ่มงานตัดสินใจ ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายๆ งานตัดสินใจนั้นแท้จริงแล้วเป็นงานที่เหนื่อยมากนะ มันเหนื่อยข้างในใจเรา ต้องใช้พลังงานสมองเยอะกว่าด้วยซ้ำ แล้วยิ่งบางทีบางครั้งเรายังตัดสินใจไม่ได้ เราก็ต้องเลื่อนการตัดสินใจออกไป คือดีเลย์งาน แบบนี้ก็ยิ่งเครียด เพราะงานยิ่งทับถม

คุณเครียดกับงานแค่ไหน งานวนเวียนอยู่ในหัวแค่ไหน

ผมไม่ถนัดการทำงานแบบมัลติทาสกิ้ง ทำหลายอย่างพร้อมๆ กัน คือเหตุผลว่าทำไมจึงต้องไปทำงานแต่เช้าขนาดนั้น เพราะจะได้มีเวลาเคลียร์งานให้เสร็จ จะได้ไม่ต้องมีใครมากวนตอนนั้น ชอบเคลียร์ให้จบไปเป็นเรื่องๆ เวลาวิ่งออกกำลังกาย ก็เอาเรื่องงานไปคิดในหัวพร้อมกันด้วย บางครั้งผมก็คิดแก้ปัญหาออกได้ระหว่างวิ่งออกกำลังกายเลยนะ เวลาถ้าเราคิดเรื่องอะไรแล้วยังติดขัดอยู่ พอไปออกกำลังกายก็จะรู้สึกว่าสามารถเห็นได้ชัดเจนขึ้น ผมว่าความคิดของเราจะตกตะกอน แล้วเราก็เห็นโซลูชันชัดขึ้น ผมหาคำตอบหลายอย่างได้ในช่วงออกกำลังกาย คุณทำงานเครียดๆ คุณต้องออกกำลังกายด้วยนะ ไม่งั้นจะยิ่งเครียดกว่านี้ ต้องหาวิธีระบายออกด้วย การวิ่งสำหรับผมเหมือนกับวิธีผ่อนคลาย ผมเลือกวิธีการออกกำลังกายที่จะช่วยให้เกิดสมาธิได้ เช่น วิ่ง ขี่จักรยาน แต่ไม่ใช่การไปตีกอล์ฟ เตะฟุตบอล หรือตีเทนนิสนะ ถ้าไปออกกำลังกายแบบนั้นผมจะรู้สึกยิ่งเหนื่อย เพราะจะต้องตัดสินใจตลอด ยิ่งใช้สมองซ้ำเข้าไปอีก แต่การวิ่งเฉยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ มันไม่ได้ใช้การตัดสินใจอะไร จิตใจ ความคิด มันนิ่งขึ้น

“รถเมล์เข้าถึงคนรากหญ้าจริงๆ เรายังปล่อยให้รถเมล์ไปติดรวมกับรถส่วนตัว ดูเอาง่ายๆ เลยนะ เพียงแค่ในออฟฟิศผม เคยสำรวจกันดูว่ามีคนที่นั่งรถเก๋งมามีเพียงแค่ 10% ส่วนที่เหลือ 90% นั่งรถสาธารณะมา ดังนั้น เราต้องมาเปลี่ยนตรงนี้ไง เรื่องระบบขนส่งสาธารณะ”

การทำงานด้านโลจิสติกส์ที่ผ่านมา ทำให้คุณมองเห็นปัญหา

เรื่องเวลาและการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างไรบ้าง และเราจะมีทางแก้ไขมันอย่างไร การเดินทางกินเวลาในชีวิตของพวกเรามากเกินไปจริงๆ เจเนอเรชันของพวกเราได้เสียเวลาไปกับการเดินทางเยอะมาก ถ้าคิดเป็นมูลค่าจะรู้ว่ามันมากจริงๆ การจะแก้ปัญหานี้ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนระยะยาว ผมคิดว่าเรื่องโลจิสติกส์ การเดินทางในชีวิตประจำวันของเราๆนี่แหละ เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างชัดเจนที่สุด คนรวยสามารถซื้อคอนโดฯ ใกล้ที่ทำงาน กลางแยกอโศกเลย หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้าก็ตาม ถามว่าคนจนสามารถนั่งไปทำงานได้ทุกวันไหม ไม่ได้นะ เพราะเดี๋ยวนี้ราคามันยิ่งแพง

แปลว่าคอนโดฯ นั้นแท้จริงแล้วก็คือเวลาใช่ไหม

ใช่ มันคือความสะดวกสบาย ความสะดวกสบายก็คือเวลา เราไม่ได้ซื้อบ้านอย่างเดียว แต่เราซื้อเวลาด้วย นอกจากเวลาแล้วก็มีส่วนประกอบอื่นๆ อีก เช่น ไลฟ์สไตล์อะไรต่างๆ แต่ประเด็นสำคัญคือ ถ้าอยู่บ้านในเมืองคุณก็จะได้มีเวลาที่เป็นต่อกว่าชาวบ้านคุณเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ถ้าคุณไปซื้อบ้านไกลๆ ออกไป ราคาถูกลง แต่ใช้เวลาการเดินทางนานกว่าหลายเท่า ผมถึงบอกไงว่า เรามองกันไม่เห็นว่าจริงๆ แล้วเราจ่ายเงินไปเยอะมาก และทุกวันนี้การเดินทางคือหัวใจหลักของหลายๆ อย่าง แล้วการแก้ปัญหาสังคมในปัจจุบัน เราไม่ได้แก้ไขปัญหากันถูกจุดนะ ยิ่งแก้ ยิ่งเหลื่อมล้ำ อย่างเช่นรถไฟฟ้า เราจะถือว่าเป็นการแก้ปัญหาไหม ผมว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้แก้ปัญหาให้ทุกคน เพราะมันแพง ผมว่าวิธีแก้ปัญหาการจราจรปัจจุบันขั้นแรกคือรถเมล์ต่างหากล่ะ เพราะรถเมล์ช่วยผู้คนได้ทุกหย่อมหญ้า แต่เวลาที่เราวางแผนระยะยาวกัน เรากลับไปให้ความสำคัญกับรถไฟฟ้า แล้วไม่ให้ความสำคัญกับรถเมล์

เราทำรถเมล์ไห้ดี มีบัสเลนดีๆ ทำ BRT ดีๆ จะได้ผลกว่า รถเมล์ที่ไม่ต้องไปติดรวมกับรถเก๋ง เหมือนอย่างประเทศเกาหลีที่ใช้ระบบ BRT ทั้งกรุงโซล สิ่งแรกที่ผมทำตอนที่ผมเริ่มทำงานที่กระทรวงคมนาคมคือ เรื่องรถเมล์ เพราะว่ารถเมล์ลงทุนถูกกว่า ลงทุนแค่ประมาณหมื่นล้านบาท เทียบกับรถไฟฟ้าที่ต้องลงทุนมากกว่าสี่แสนล้านบาท แต่รถเมล์สามารถช่วยคนได้เป็นล้าน ปัจจุบันมีผู้ใช้รถเมล์สามล้านเที่ยวในแต่ละวัน ในขณะที่รถไฟฟ้าทั้ง BTS รถใต้ดิน แอร์พอร์ตลิงก์ รวมกันน่าจะประมาณหนึ่งล้านสองแสนเที่ยว ทุกวันนี้ผมเสียดายจริงๆ ที่ไม่สามารถปรับปรุงรถเมล์ให้สำเร็จได้ เพราะรถเมล์เข้าถึงคนรากหญ้าจริงๆ เรายังปล่อยให้รถเมล์ไปติดรวมกับรถส่วนตัว ดูเอาง่ายๆ เลยนะ เพียงแค่ในออฟฟิศผม เคยสำรวจกันดูว่ามีคนที่นั่งรถเก๋งมามีเพียงแค่ 10% ส่วนที่เหลือ 90% นั่งรถสาธารณะมา ดังนั้น เราต้องมาเปลี่ยนตรงนี้ไง เรื่องระบบขนส่งสาธารณะ ต้องให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะ ปรับปรุงให้มีการให้บริการที่ดี เหมือนที่ กุสตาโว เปโตร นายกเทศมนตรีเมืองโบโกตา เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย กล่าวไว้ว่า ‘A developed country is not a place where the poor have cars. It’s where the rich use public transportation.’ (ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ใช่เป็นประเทศที่คนจนมีรถส่วนตัว แต่เป็นประเทศที่คนรวยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ) ถ้าทำได้ จะแก้ปัญหาการจราจรได้อย่างแน่นอน

ทำไมการสร้างถนนเพิ่มไปเรื่อยๆ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหารถติด

ก็เพราะว่าเราสร้างถนนมากแค่ไหนก็ไม่พอกับปริมาณรถยนต์ส่วนตัว แค่ทุกคนเอารถยนต์ส่วนตัวออกมาขับไปทำงานมันก็เต็มถนนหมดแล้ว จริงๆ หลักการคือ คุณต้องให้ความสำคัญกับรถเมล์ รถสาธารณะก่อน แต่ประเทศเราไม่เคยให้ความสำคัญกับรถเมล์ เราให้รถยนต์ส่วนตัวมาก่อนเสมอ ยกตัวอย่างเช่น ที่จอดรถในอาคาร ต่อไปควรจะต้องมีกฎหมายกำหนดเลย ห้ามไม่ให้มีที่จอดรถในอาคารถ้าอาคารของคุณอยู่ใจกลางเมือง มีสถานีรถไฟฟ้าตั้งอยู่ด้วย คุณก็ไม่ควรจะต้องมีที่จอดรถแล้ว เพราะอะไร ก็จะได้ให้คนนั่งรถไฟฟ้าเข้ามาไง นั่งรถสาธารณะเข้ามา ไม่ต้องดึงรถเก๋งเข้ามาเพิ่มอีกแล้ว แต่บ้านเรากลับมีกฎหมายไปกำหนดว่าอาคารพวกนี้ต้องมีที่จอดรถเท่าไหร่ๆ ก็ยิ่งไปดึงให้มีรถเก๋งเข้ามาเพิ่มอีก แทนที่จะมีกฎหมายกำหนดให้มีที่จอดสำหรับรถสาธารณะ ให้มีรถเมล์เข้ามาจอด มีรถตู้ ขนาดรถแท็กซี่เรายังไม่มีที่ให้เขาวนเข้ามาจอดรับส่งผู้โดยสาร กฎหมายเราต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ต้องให้สิทธิรถสาธารณะก่อน และต้องเริ่มต้นที่รถเมล์เป็นอันดับแรก ส่วนรถไฟฟ้าเป็นโครงการในระยะยาว อย่างที่เริ่มเปิดรถไฟฟ้าสายสีม่วงก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะระบบเชื่อมต่อยังไม่ดี ทั้งจากบ้านมาสถานีรถไฟฟ้า ต่อรถเตาปูน-บางซื่อ เปลี่ยนขึ้นสายสีน้ำเงิน และต่อรถเข้าที่ทำงาน คุณต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการต่อรถแท็กซี่ ไปต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีก วันๆ หนึ่งคุณต้องเสียค่าเดินทางรวมแล้วเท่าไหร่ ผมคิดว่าเกินสองร้อยบาทต่อวัน นี่คือปัญหาของชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งที่สุดแล้วกลายเป็นคนรายได้น้อย อยู่ไกล ต้องจ่ายสองสามร้อยบาททุกวันเพื่อไปทำงาน ในขณะที่คนรายได้สูง อยู่ในเมือง จ่ายถูกกว่า เขาขับรถเก๋งไปรวดเดียว หรือมีคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้าเลย

กว่าคนรุ่นเราจะรอการแก้ไขปัญหา การปฏิรูปขนส่งมวลชน ระบบคมนาคม ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปหลายสิ่งหลายอย่าง ดูเหมือนว่าเราจะมีช่องว่างที่ใหญ่มากเป็นช่วงเวลาที่สูญหายไปอีกเป็นสิบปี

ผมก็เลยไม่ค่อยเชื่อเรื่องการปฏิรูปเลยไง ผมเชื่อเรื่อง Evolution มากกว่า คือพัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผมว่าถ้ามันจะพลิกอะไรได้จริง ป่านนี้เราเป็นประเทศมหาอำนาจกันไปนานแล้ว เพราะเรามีการปฏิรูป ปฏิวัติกันไปไม่รู้กี่รอบแล้ว การปฏิรูปมันเป็นแค่ฝันลมๆแล้งๆ ผมรู้สึกแบบนั้นนะ ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงแบบ Evolution คือการลองผิดลองถูก คือการทดลอง การคัดกรอง ผิดก็ต้องลองทำ ไม่ใช่ว่าเราจะฝากความหวังเอาไว้ว่าสังคมจะพลิก มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะคนยังเหมือนเดิม คนยังเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม จะแก้ได้ยังไง คุณจะปฏิรูปด้วยวิธีอะไร ด้วยการออกกฎหมายแรงๆ งั้นเหรอ มันก็กลายเป็นเรื่องความไม่ยุติธรรมอีก ถ้าเกิดตัดสินผิด คนคนนั้นเขาก็ซวยไปอีก คือการลงโทษแรงๆ แบบนั้นก็ไม่ใช่การปฏิรูปอยู่ดี ผมเชื่อว่าอย่าไปรอปฏิรูป เราต้องค่อยๆ พัฒนาจากตัวเองก่อน ไม่มีอะไรที่ดีขึ้นแบบพลิกฝ่ามือ คนไทยชอบแบบอัศวินขี่ม้าขาว ขี่ม้าขาวมาแล้วแก้ไขปัญหาทุกอย่างจบ แล้วเราก็ไม่ต้องไปทำอะไร แต่สุดท้ายปัญหามันก็มาอยู่ที่ fundamental ของเรา ทุกอย่างมาก็ต้องมาดูที่เบสิกแล้วก็ค่อยๆ ปลูกฝังค่านิยมและนิสัย เริ่มจากการสอนเยาวชนของเราให้ดี เพื่อรุ่นต่อไปจะได้ดีขึ้น ผมจึงอยากใช้เวลาในการสอนเด็กๆ มาแชร์เรื่องอะไรพวกนี้ เรื่องการใช้เวลา การเห็นคุณค่าของเวลา พอเด็กรุ่นใหม่เข้าใจ พวกเขาจะใช้เวลาดีขึ้น มีนิสัยที่ดีขึ้น

ย้อนกลับ
ถัดไป